นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

กัลยาณมิตร

มหาตมะคานธี

มหาตมะคานธี

            ผมมีเพื่อนไม่มากนัก นั่นอาจเป็นเพราะผมชอบอยู่ตามลำพังมากกว่า แต่ในจำนวนเพื่อนที่มีน้อยนิดนั้น ผมก็พอจะพูดได้ว่า “ผมก็มีกัลยาณมิตรกับเขาเหมือนกัน”

 

            เมื่อเรียนอยู่ชั้นประถมต้น ผมมีเพื่อนนำข้าวกลางวันไปเผื่อเสมอ เพราะเขารู้ว่าผมไม่มีข้าวกลางวันกิน เหตุที่ไม่มีนั้นก็เพราะพ่อแม่ผมกระตือรือล้นน้อยไปหน่อยในเรื่องการเก็บผักหาปลา ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2500 – 2510 นั้นแหล่งน้ำในแม่น้ำท่าจีนยังไม่ถูกทำลายจนพืชพรรณและสัตว์น้ำสาบสูญดังเช่นทุกวันนี้

 

            พอเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย คือชั้นประถมปีที่ 5 – 7 ผมก็มีเพื่อนที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม 5 นั้น เพื่อนผมอ่าน “สามก๊ก” ผมอยากเอาอย่างเพื่อน จึงอ่านบ้าง แต่ผมอ่านสามก๊กไม่รู้เรื่องเลย จำชื่อตัวละครไม่ได้สักตัว ผมต้องเลี่ยงไปอ่าน “นิยายภาพจักรๆวงศ์ๆ” เช่น พระศรีมโหสถ นางสิบสอง สังข์ทอง ไกรทอง อะไรทำนองนี้ พออ่านจนไม่มีให้อ่านอีกแล้ว ผมก็ไปเจอ “ฟิน็อกคีโอ” เข้า ผมไม่คิดว่าจะอ่านได้หรอก แต่ก็ลองดู แล้วก็ติดลมอ่านจนจบเล่ม จากนั้นมาผมก็มักจะอ่านหนังสือเสมอถ้ามีโอกาส ส่วนมากก็เป็นเรื่องแต่ง เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมจินตนาการ “เป็นอะไรก็ได้” เท่าที่เรื่องราวจะพาไป มันไม่ตายซากเหมือนตำราเรียน และไม่ตายซากเท่าการสอนของบรรดาครูอาจารย์ส่วนมาก

 

            พอเรียนในระดับอุดมศึกษา ผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มขึ้น ต่อมาก็พวกอัตชีวประวัติ ปรัชญา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองรู้น้อยลงทุกที เมื่อคิดว่าตัวเองรู้น้อยลงทุกทีก็ยิ่งต้องพยายามอ่านมากขึ้น

 

            ในช่วงเวลานับแต่อ่านหนังสือเล่มแรกมาจนถึงวันนี้ ผมได้รู้จักนักคิดนักเขียนหรือนักปราชญ์ชั้นนำของโลกหลายคน บางคนก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากที่จะเป็นเหมือนกับพวกเขา อย่างเช่น เมื่อผมอ่านอัตชีวประวัติของท่านมหาตมา คานธี ผมก็อยากจะรักคนทั้งโลก แม้กระทั่งศัตรูได้อย่างท่านบ้าง เมื่ออ่านอัตชีวประวัติของท่านวิโนภา  ภเว ผมก็อยากจะจาริกขอรับบริจาคที่ดินให้แก่คนยากคนจนบ้าง เมื่ออ่านงานของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ผมก็อยากรอบรู้ลึกซึ้งอย่างท่าน รวมไปถึงท่านพุทธทาส พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวศยเสวีด้วย

 

เมื่ออ่านอัตชีวประวัติของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ผมก็อยากปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างท่าน ผมอ่านพระพุทธเจ้า อ่านพระเยซู อ่านพระมูฮัมเหม็ด และคาร์ล มาร์กซ์…ฯลฯ…อ่านวรรณกรรมระดับโลกหลายสิบเล่ม และอยากเขียนได้เก่งอย่างนั้นบ้าง แต่แน่ละ ผมไม่สามารถเป็นอย่างพวกท่านทั้งหลายนั้นได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

 

            ประเด็นสำคัญก็คือ บุคคลเหล่านั้นคือ “กัลยาณมิตร” ของผม

 

            ผมจะเก็บหนังสือของพวกท่านไว้ใกล้ตัว เก็บไว้ทั้งในตู้หนังสือ  ที่โต๊ะ หัวเตียง ในกระเป๋า ทุกหนทุกแห่งที่ผมอยู่ ผมจะต้องมี “พวกท่าน” อยู่ด้วย แม้กระทั่งในเวลาเดินทาง ผมก็ต้องมีพวกท่านเป็นเพื่อนอย่างน้อยก็คนสองคน

 

            การที่มีบรรดานักปราชญ์ทั้งหลายอยู่ใกล้ตัวนั้น ทำให้ผมอบอุ่น และไม่เหงาในยามที่ไม่มีใคร ไม่ผิดหวังมากนักในยามที่ควรจะผิดหวัง ไม่เจ็บปวดหรือโศกเศร้ามากนักในยามที่ต้องเจ็บปวดโศกเศร้า และได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยได้รู้

 

            ชีวิตผมสัมพันธ์…ผมอยากจะใช้คำว่า “ผูกพัน” มากกว่า…ผมผูกพันกับบรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้มากกว่าผู้คนในโลกจริงหลายเท่านัก…นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมผิดหวัง ผมเจ็บปวด และหลายครั้งผมหมดหวังกับคนในโลกจริงมาก…คนในโลกจริงที่เห็นแก่ได้ เอาแต่ตัวรอด เอาเปรียบ คดโกงคนอื่น ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้สูญเสีย

 

            ผมรู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนดีอยู่ แต่ผมโชคร้ายเองที่ไม่ค่อยพานพบคนดังกล่าวนัก ผมจึงสัมพันธ์กับพวกคนในโลกจริงเพียงผิวเผิน อะไรช่วยได้ก็ช่วย อะไรให้ได้ก็ให้ อะไรยอมถูกเอาเปรียบหรือคดโกงได้ผมก็ยอม เท่าที่จะทำใจยอมรับได้…แต่ถึงไม่ได้ก็ต้องยอมอยู่ดี…เพราะนี่คือโลกที่เรามีชีวิตอยู่ – ผมบอกตัวเองอย่างนี้

 

            และแปลกมาก…ในยามที่ผมโดนคนในโลกจริงทำร้าย ผมกลับไม่ค่อยได้รับกำลังใจ หรือความเห็นใจจากคนในโลกจริงด้วยกันนัก อาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างก็ชินชาแล้วกับวิถีชีวิตคนกินคน เราจึงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นอกเห็นใจ หรือให้กำลังใจกันให้เสียเวลา แต่ผมกลับได้รับคำปลอบประโลม ได้รับกำลังใจและความหวังให้มีชีวิตอยู่ต่อไปจากบรรดานักปราชญ์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปลักษณ์ของหนังสือ

            ดังนั้น ผมจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทำไมท่านมหาตมา คานธี…ในยามที่ท่านถูกคุมขังอยู่ในคุกจึงบอกว่า… “หนังสือช่วยข้าพเจ้าไว้”

            ผมเองก็อยากจะบอกว่า…ในยามที่ผมรู้สึกว่าถูกคุมขังอยู่ในโลกที่แปลกหน้าไร้หวังนี้ “หนังสือช่วยผมไว้” เช่นกัน

 

หมายเหตุ

 

            ต้นฉบับนี้ผมเพิ่งพบโดยบังเอิญ จำได้ว่าพิมพ์ครั้งแรกในวาสารรายสามเดือน “สานแสงอรุณ”  ประมาณปี  2540 นำมาแบ่งกันอ่านที่นี้เพื่อสร้างกำลังใจการอ่านครับ

วิมล ไทรนิ่มนวล