นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

กาม

รมเยศแปลกใจตัวเองที่ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกขมขื่นไปกับถ้อยคำหยามเหยียดของเมียแม้แต่น้อย เพียงแต่ตอนแรกเขาโกรธ ต่อมาก็กลายเป็นสมเพชทั้งตัวเองและเมีย จากนั้นเขาก็รู้สึกเศร้าใจ…ไม่ใช่ขมขื่นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา…เศร้าใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตรักของเขากับหล่อน

            หลังจากมีปากเสียงกันแทบจะเป็นปรกติเมื่อตอนสี่ทุ่มแล้ว เมียเขาก็ขึ้นห้องนอนที่อยู่ชั้นบน ส่วนเขานั่งอยู่ที่โซฟาในห้องพักผ่อน ดูทีวีไปแกนๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์ตัวเองไปหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องที่ทะเลาะกับเมีย

            เขาดูรายการเกมโชว์ไปถึงห้าทุ่มก็ปิดทีวี เพราะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญจนทนไม่ไหว จากนั้นเขาก็ปิดไฟแล้วก็นั่งจมอยู่ที่โซฟาเงียบๆ

            ในความเงียบนั้นมีคำถามมากมายให้เขาตอบ…อะไรทำให้เขามาหลงรักหล่อน แต่งงานกับหล่อน สัญญาจะช่วยกันก่อร่างสร้างตัวให้เป็นที่อิจฉาของใครต่อใคร แต่เพียงสองปีผ่านไป เขากลับต้องอิจฉาครอบครัวของคนอื่นเสียเอง…เขาจะต้องทนอยู่กับหล่อนในสภาพคู่วิวาทไปอีกนานแค่ไหน และเพื่ออะไร ทุกวันนี้ก็เห็นกันอยู่ชัดเจนแล้วว่า  ความรักที่แตกร้าวนั้นไม่อาจจะประสานกันให้เป็นรูปเดิมได้อีก จะอ้างเอาหน้าที่สามีภรรยาก็ไม่สมเหตุสมผลสักนิด เขามีหน้าที่อะไรในครอบครัวนี้ และเธอก็เช่นกัน ทั้งหล่อนและเขาไม่มีหน้าที่ ไม่มีภาระใดๆ เลย นอกจากคิดเอาว่า ชีวิตเขาและหล่อนนั้นหลอมรวมกันเป็นครอบครัวขึ้นมา แต่เวลานี้มันแตกสลายไปแล้ว มันจะเป็นครอบครัวได้อย่างไร เมื่อไม่มีครอบครัว…ทั้งเขาและหล่อนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบใดๆ หรือถ้าหากบ้านตึกสองชั้นกับที่ดินสองร้อยตารางวาเป็นครอบครัว มันก็เป็นครอบครัวที่ตายซากสิ้นดี และเขาก็ไม่เห็นความจำเป็นจะต้องทนอยู่กับไอ้สิ่งที่ตายซากนี้

            ขายไอ้ครอบครัวตายซากนี้แล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่ง จากนั้นก็ต่างคนต่างไป บางทีการแยกทางกันไป อาจจะเป็นโอกาสให้ไปมีครอบครัวใหม่ที่สุขสมบูรณ์ก็ได้

            รมเยศถอนใจแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองลูบหน้า จากนั้นก็ลุกยืน สูดลมหายใจเข้าไปในอก และยืดตัวตรง…นี่อาจจะเป็นการยืดตัวตรงเป็นครั้งแรกที่อยู่ร่วมชีวิตกับหล่อนมาสองปีเต็ม!

            รมเยศออกจากห้องพักผ่อนแล้วขึ้นบันไดไปชั้นบน เปิดประตูห้องนอน

            ปรกติเมื่อยามมีปากมีเสียงกัน เมียเขาจะขึ้นมานอนก่อน จากนั้นอีกสองหรือสามชั่วโมงต่อมา รมเยศจึงจะตามขึ้นมานอน และไม่เคยเปิดไฟ เขาจะเปิดและปิดประตูห้องเบาๆ จากนั้นก็เข้าไปข้างเตียงแล้วค่อยๆเอนตัวลงนอนเงียบๆ แต่ครั้งนี้ เขาเปิดและปิดประตูอย่างธรรมดา ไม่ระวังว่าเสียงจะดังรบกวนหล่อนหรือไม่ มีเสียงลูกบิดและเสียงปิดประตูดังบ้าง แต่เขาก็ยังเห็นเมียนอนนิ่งอยู่ในแสงสลัวเลือน

            เขาเปิดไฟเพดานด้วยหวังจะให้เมียตื่น แต่หล่อนก็ยังหลับเหมือนตาย เขาเข้าไปยืนข้างเตียง คิดจะปลุกหล่อน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขายืนดูร่างหล่อนอย่างใคร่ครวญ…

หล่อนนอนหงายอยู่ในชุดนอน รูปทรงองค์เอวยังคงส่วนเว้าส่วนโค้งเร้าใจ รูปหน้าหล่อนเล่าก็ยังคงสวยงามเช่นเดิม หน้าผากกลึงเกลา คิ้วโก่ง ตาที่หลับอยู่นั้นมีขนตางอนอ่อนช้อยชวนเชย จมูกโด่ง และริมฝีปากอิ่มที่เผยอน้อยๆนั้นก็ยั่วยวนจนป่วนซ่านเข้าไปในหัวใจ รมเยศหลงไหลริมฝีปากนี้นัก เขายังจำได้ว่าเมื่อแรกเห็นหล่อนนั้น เขาเห็นริมฝีปากก่อนที่จะเห็นใบหน้าหล่อนทั้งหมด จากวันแรกที่ได้เห็น เขากลับมานอนคิดนอนฝัน จินตนาการร้อนรุ่มไปจนดึกดื่น แล้วก็อยากจะให้ถึงเวลาเช้าเสียไวๆ เพื่อว่าเขาจะได้ไปทำงาน และได้พบกับหล่อน

            หล่อนไม่ได้ทำงานในบริษัทเดียวกับเขา แต่อยู่ในตึกเดียวกัน จึงมักจะพบกันในลิฟท์บ้าง หรือไม่ก็ที่ห้องอาหาร หล่อนเป็นเลขานุการฯในบริษัทเอ็กปอร์ต – อิมปอร์ต ส่วนเขาทำงานในบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง แต่หน้าที่หรือประเภทของงานไม่ได้เป็นอุปสรรคของความรักแต่อย่างใด ทุกเช้า เขามักจะมายืนรีๆรอๆอยู่หน้าลิฟท์เพื่อรอหล่อน เมื่อพบกัน เขาก็จะทักทายขึ้นก่อน เมื่อขึ้นลิฟท์ไปด้วยกัน เขาก็จะชวนคุยนิดๆหน่อยๆ  ส่วนเวลาพักกลางวันเขาก็จะไปเกร่อยู่แถวทางเข้าห้องอาหาร พอพบหล่อนแล้ว เขาก็อาสาทำหน้าที่บริการยกจานอาหาร ซื้อน้ำให้หล่อน และถือโอกาสนั่งร่วมโต๊ะกับหล่อนไปด้วย ไม่นานนักเขาก็สนิทกับหล่อน

            เมื่อถึงวันเวลาอันสมควร รมเยศก็เอ่ยชวนหล่อนไปทานมื้อค่ำอย่างสุภาพ ครั้งแรกหล่อนปฏิเสธ แต่เขาไม่ท้อ พอครั้งที่สองหล่อนรับคำเชิญ เขาถามหล่อนอย่างปรึกษาหารือว่า “อยากจะไปทานอะไรที่ไหน”

            หล่อนยิ้ม บอกเขาว่า “อะไรก็ได้ค่ะ…ไปทานสเต็กมั้ยคะ คุณทานเป็นหรือเปล่า”

            เขายิ้มอย่างยินดี ถึงไม่เป็นก็ต้องตอบว่าเป็น ดังนั้นหลังเลิกงาน เขาจึงขับรถเก๋งญี่ปุ่นมือสองพาหล่อนไปร้านสเต็กแถวรังสิต และที่ร้านสเต็กนี้เองที่ทำให้รมเยศมั่นใจว่า เขาจะได้เป็นเจ้าของริมฝีปากอิ่มยั่วยวนสวาทนั้น

            รมเยศยังคงยืนมองหล่อนนิ่งอยู่ หล่อนพลิกตัวเป็นนอนตะแคงหันหลังให้เขา แต่แล้วก็พลิกกลับมานอนในท่าเดิมอีก รมเยศมองริมฝีปากหล่อนพร้อมกับถอนใจ เขาถามตัวเองว่า ทำไมไม่เห็นริมฝีปากหล่อนตามที่มันเป็นจริงเสียแต่วันที่ออกนัดครั้งแรก…ค่ำนั้นหล่อนสั่งไวน์และสเต็กเนื้อวัวส่วนที่แพงที่สุด  “ไม่ต้องสุกนะ” หล่อนบอกบริกร ส่วนเขาต้องการจะให้หล่อนเห็นว่า เขาเข้ากับหล่อนได้ทุกเรื่อง หล่อนสั่งอะไร แบบไหน เขาก็สั่งตามนั้น มีแตกต่างบ้างพอไม่ให้น่ารำคาญ ว่าเอาใจหล่อนเกินพอดี “ของผมขอสุกๆหน่อยครับ” เขาบอกบริกร แล้วหันมายิ้มหวานให้หล่อน หล่อนยิ้มตอบเขาด้วยนัยน์ตาหวานเชื่อม จนเขารู้สึกว่าหัวใจมันโตคับอก พร้อมๆกับปวดซ่านลงไปถึงท้องน้อย

            เขากับหล่อนคุยกันพร้อมกับดื่มไวน์ไปพลางๆ ทุกถ้อยคำนั้นพื้นๆ หากแต่มีความหมายประทับใจทุกถ้อยคำ เรื่องการงานและความก้าวหน้า รสนิยมการใช้ชีวิต ต่อมาก็เรื่องภายในครอบครัวของตน จากนั้นก็ความฝันของเขาและหล่อน…ซึ่งเป็นฝันเดียวกันราวกับฟ้าบันดาลเพื่อให้อยู่ร่วมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างดูสวยสดงดงามราวกับกำลังอยู่ในวิมาน

เมื่อบริกรนำสเต็กมาเสิร์ฟ เขาทำหน้าที่สุภาพบุรุษเกินร้อย “เชิญครับ” พร้อมกับขยับเครื่องปรุงให้อยู่ใกล้มือหล่อนโดยไม่จำเป็น

หล่อนยิ้มยวนแทนคำขอบคุณ จากนั้นก็ใช้ส้อมกับมีดสไลด์ชิ้นเนื้อให้เป็นชิ้นพอคำ เห็นน้ำเลือดสุกๆดิบๆเยิ้มออกมา และหล่อนใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อปาดกับน้ำเลือดนั้นใส่ปาก…เขาก็ยังไม่เห็น “ความจริง” ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เห็นแต่ริมฝีปากของหล่อนเผยออย่างเย้ายวนขณะอ้ารับชิ้นเนื้อ ริมฝีปากนั้นกระตุ้นใจให้ซาบซ่านไปถึงท้องน้อย รมเยศไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้จะมีริมฝีปากสวยเร้าใจเท่าหล่อน  แม้แต่พวกดารา หรือนางแบบซูปเปอร์โมเดลระดับโลกทั้งหลายที่ทำปากเจ่อๆ ห่อๆอย่างหิวโหยก็เถอะ

            “อร่อยไหมครับ” เขาทำเสียงทุ้มนุ่มนวลเหมือนเสียงพระเอกหนังไทย

            หล่อยยิ้มนัยน์ตาพราว “อร่อยค่ะ หอมกลิ่นเนื้อสดและรสชาติก็ดีมากเลยค่ะ”

            เขายิ้มเอาใจหล่อน “ถ้าคุณรสนาชอบ…ผมจะพามาทานบ่อยๆ”

            หล่อนช้อนตามองเขา เผยอริมฝีปากนิดหน่อยก่อนจะเอื้อนเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณแย่เลย”

            “ยินดีอย่างยิ่งครับ หากว่าเป็นความสุขของคุณรสนา” เขายังทำเสียงทุ้มหล่ออย่างเดิม และได้รับคำขอบคุณเป็นสายตาหยาดเยิ้มยั่วยวนแต่พองาม

            ไม่ใช่แค่ริมฝีปากที่สวยเย้ายวน รูปหน้าของหล่อน กรามและฟันที่เคี้ยวชิ้นเนื้ออย่างตั้งใจกำซาบรสชาตินั้นก็ดูสวยงามน่าหลงใหลไปเสียหมด จนเขาคิดว่าหากชีวิตนี้ไม่ได้เป็นเจ้าของเรือนทั้งหมดของหล่อนเขาคงต้องคลั่งใจตายแน่

            รมเยศผูกสัมพันธ์กับหล่อนได้สามเดือนก็ขอหล่อนแต่งงาน หล่อนขอเวลาไตร่ตรองสามวันแล้วก็ตอบตกลง

            รมเยศไปต้องกราบเท้าพ่อแม่ให้ขายนาที่นครสวรรค์หกสิบไร่ เพื่อมาซื้อเรือนหอที่เป็นบ้านตึกสองชั้น ขนาดสามห้องนอน สามห้องน้ำ หนึ่งห้องพักผ่อน และหนึ่งห้องรับแขก บนเนื้อที่สองร้อยตารางวา เขาซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านอย่างดีมีคุณภาพและรสนิยมทุกชิ้น และซื้อรถเก๋งยุโรปป้ายแดงหนึ่งคัน ก่อนกำหนดวันแต่งงาน เขาขับรถคันใหม่พาหล่อนไปดูบ้านที่ตกแต่งไว้พร้อมสรรพ เพื่อให้หล่อนประทับใจและมัดใจหล่อนไว้ก่อน ส่วนเงินที่เหลืออีกหนึ่งล้านเศษเป็นค่า “สินสอด” และค่าใช้จ่ายในพิธี “มงคลสมรส” ในโรงแรมหรูกลางกรุงเทพฯ พอแต่งงานเสร็จ เขาเหลือเงินไม่ถึงหนึ่งแสนบาท ส่วนทางพ่อแม่เขาเล่าก็เหลือที่ดินไว้แค่สองไร่กับบ้านไม้หลังเล็กๆหนึ่งหลัง และเช่านาตัวเองทำ!

            ช่วงเวลาสามเดือนแรกนั้นเป็นช่วงเวลา “ดื่มน้ำผึ่งพระจันทร์” เขาตามใจหล่อนอย่าง “ทูนหัวทูนเกล้า” หล่อนต้องการไปฮันนีมูนที่ฝั่งทะเลอันดามันสองสัปดาห์ เขาก็ไม่ขัดใจ ทั้งที่เงินเหลือน้อยเต็มที แต่เขาก็คิดว่ายังดีกว่าไปต่างประเทศ หล่อนอยากได้อะไร กินอะไร เขากุลีกุจอบริการให้ไม่เคยเหน็ดหน่าย เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว หล่อนชอบทานข้าวนอกบ้าน ตามร้านหรือภัตตาคารหรู ๆ เขาก็ไม่เคยพูดให้ขุ่นใจ ไม่มีเงินก็กู้บ้างยืมบ้างหมุนไปเดือนๆ หนึ่งปีผ่านไปเขาก็หมุนหาเงินมาบำรุงบำเรอหล่อนจนหมุนไม่ออก และเขาหัวหมุนเสียเอง หนี้สิ้นท่วมท้นล้นตัวขึ้นทุกวัน จนต้องบอกหล่อนว่า ถึงเวลาที่จะใช้ชีวิตครอบครัวตามปรกติเหมือนคนอื่นๆได้แล้ว การใช้จ่ายของฟุ่มเฟือยทั้งหลายขอให้เพลาๆลงหน่อย รวมทั้งการทานอาหารนอกบ้านด้วย หล่อนงอน นานวันต่อมาก็โกรธ และเริ่มมีปากมีเสียงกันบ่อยขึ้น พอย่างเข้าปีที่สองความรักก็เจือด้วยรสขื่น และเข้มขึ้นจนกลายเป็นขมมาจนวันนี้

            ช่วงปีที่ผ่านมารมเยศต้องทนฟังคำถากถางของหล่อน ถึงเรื่องความไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งเขารู้ดีว่ามันมีสาเหตุมาจากที่เขามีรายได้ไม่พอบำรุงบำเรอหล่อน

            คืนนี้หล่อนก็พูดอย่างเดิมอีก…เพราะเมื่อตอนเย็นเขาปฏิเสธหล่อนจะไปกินข้าวนอกบ้าน “เงินจะใช้ไม่ชนเดือนอยู่แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขอความเห็นใจ

แต่หล่อนไม่เห็นใจเขา ไม่ทันสิ้นเสียงของเขา หล่อนก็สะบัดหน้าเดินออกไป ผ่านครึ่งชั่วโมง เมื่อคิดว่าหล่อนคงจะหายโกรธแล้วเขาจึงไปง้อหล่อนมากินข้าวด้วยกัน

หล่อนกินอย่างเสียไม่ได้ และไม่พูดกับเขาสักคำ หล่อนกินไม่ทันอิ่มก็วางช้อน แล้วรินไวน์ไปนั่งดื่มที่หน้าทีวี

รมเยศทำความสะอาดโต๊ะแล้วก็ไปล้างจาน จากนั้นก็เข้าไปนั่งใกล้หล่อนอย่างเอาใจ ถามหล่อนว่า “ทำไมจะต้องโกรธด้วย แค่ไม่ได้ไปกินข้าวนอกบ้าน”

“กินอยู่อย่างนี้มากี่วันแล้วล่ะ” หล่อนเสียงขุ่น

“ถ้าผมมีเงินจะพาไปกินทุกวันเลย แต่นี่มันไม่มี…”เขาขอความเห็นใจ

หล่อนกระแทกลมหายใจ “ฉันคิดว่าเธอกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับอาชีพเสมียนจนโงหัวไม่ขึ้น ถึงไม่ยอมขยับขยายไปทำงานอื่นเสียที” น้ำเสียงหล่อนเริ่มเหยียดหยาม

            เขาบอกว่า งานในบริษัททัวร์ไม่มีอะไรมาก แค่โฆษณาประชาสัมพันธ์ ขายตั๋ว เป็นพนักงานบริการ กับเป็นไกด์เท่านั้น ส่วนเงินที่ขึ้นปีละนิดละหน่อยนั้นเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทเองก็ขาดทุนติดต่อกันมาหลายปีแล้ว

            หล่อนเลยถามเขาว่า “ในเมื่อมันมีแต่จมลงในหายนะอยู่ทุกวัน ทำไมถึงทนดักดานอยู่ได้!”         

            เขาบอกอย่างอดทนว่า เขาอยากหางานอื่นทำใจจะขาด แต่ความรู้ความสามารถของเขาไม่ถึง…กับงานในระดับที่มีหน้าตาและมีเงินเดือนสูงๆ

            “แล้วเธอทำอะไรอยู่  เรียนจบอนุปริญญาก็น่าจะเรียนต่อให้มันสูงขึ้นอีก ไม่ใช่พอใจอยู่แค่นี้”

            “ฉันก็ตั้งใจจะเรียนอยู่นี่”

            “อายุป่านนี้เพิ่งจะคิดเรียน!” หล่อนเยาะเย้ย “เมื่อก่อนทำไมไม่คิด พ่อแม่ก็ใช่ว่าจะยากไร้ จนไม่มีเงินสงเสียให้เรียน เธอมันไม่คิดก้าวหน้า ผัวเพื่อนๆฉันน่ะเขาไปเป็นผู้บริหารกันหมดแล้ว เหลือแต่ผัวฉันนี่แหละที่อยากจะเป็นขี้ข้าเขาไปตลอดชาติ!”

            เขาอยากจะโต้หล่อนไปว่า ถ้ารู้ว่าหล่อนเป็นอย่างนี้ เขาก็จะไม่เอาหล่อนเป็นเมียหรอก แต่เขาก็ตอบไปว่า “ฉันไม่รู้แต่แรก ว่าเธออยากจะได้ผัวที่เป็นใหญ่เป็นโต”

            หล่อนแหวกลับมาว่า “ทำไม! ถ้ารู้แล้วจะทำไม ไม่เอาฉันรึ!” หล่อนทำหน้า ทำตา และทำปากเหยียดหยามเขา “เถ้อ! คิดว่าฉันอยากจะได้เธอเป็นผัวนักรึ! บอกตรงๆ ที่ฉันยอมมาเป็นเมียเธอก็เพราะทนเธอตื้อไม่ไหว แล้วก็เห็นแววว่าเธอจะก้าวหน้าไปได้ แต่ที่แท้ เธอมันก็แค่นี้แหละ!” หล่อนชูนิ้วก้อยโดยเอานิ้วโป้งกดไว้ตรงปลายนิ้ว เขาโกรธและอายจนหน้าแดง “เธอมันไม่เอาไหนสักเรื่อง ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่อง…ฉันน่าจะเชื่อเพื่อนเสียแต่แรก ว่าผู้ชายประเภทหน้าตี๋ ตูดปอด ยอดขุนพล ชักปืนช้า แก้ผ้าไวน่ะ มันไวไปหมดทุกอย่าง!”

            เขาไม่ได้โกรธหล่อนอีกแล้ว แต่กลับอายและขมขื่นใจจนอยากร้องไห้ แต่กระนั้น เขาก็ไม่ยอมสูญเสียศักดิ์ศรีไปง่ายๆ

            “ฉันก็เหมือนกัน! ถ้ารู้เสียแต่แรกว่าผู้หญิงประเภทสูงยาว เข่าดี…มันชอบแต่มักใหญ่ใฝ่ยาว ฉันก็ไม่เอามาเป็นเมียเหมือนกัน!” เขาถอนใจเฮือกอย่างพยายามระงับโทสะ “ทำอย่างกะว่า ชีวิตมันมีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว!”

            หล่อนได้ที “จะกี่เรื่องกันล่ะ! ฉันเห็นแต่รบเร้าเซ้าซี้อ้อนวอนอยู่ทุกวัน จะหาเว้นสักวันก็ไม่มี!”

            ในที่สุดเขาเป็นฝ่ายยอมแพ้เสียเอง เขายอมรับว่าไม่มีอะไรสู้หล่อนได้ หน้าที่การงาน เงินเดือน ความน่าเสน่หา รูปร่างหน้าตา แม้กระทั่งปาก!

            รมเยศคิดแล้วก็ยิ่งขมขื่นใจนัก แม้จนขณะนี้เขาก็ยังสู้หล่อนไม่ได้…ดูซิ! หล่อนตอบโต้เขา…ท้าทายเขา…ยั่วยวนเขา…เหยียดหยามเขา…ผลักไสเขา แม้กระทั่งในเวลาที่หล่อนหลับอยู่ขณะนี้!

            ตอนนี้ร่างเหยียดตรงของรมเยศห่อลงอย่างเดิม เขามองเรือนร่างที่ท้าทายยั่วยวนนั้นแล้วก็อยากจะเข้าไปกราบเท้าหล่อน…อ้อนวอนหล่อน…ขอให้หล่อนเปิดโอกาสให้เขาอีกสักครั้ง…เขาจะพยายามทำให้ดีที่สุด…ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน…งานบ้านงานเรือน…และ…งานนอน

            รมเยศกล้ำกลืนความขมขื่นอันปวดร้าวลงในอก แล้วเรียกหล่อน

            รสนาค่อยลืมตาขึ้นมาแล้วก็ใช้หลังมือปิดตา ตวาดเขาว่า “เปิดไฟทำไม! จะนอนก็นอน!”

            “ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอ…” เสียงเขาเกรงอกเกรงใจ

            “มีอะไรไว้พูดพรุ่งนี้” แล้วหล่อนก็พลิกตัวหันหลังให้เขา

            รมเยศขึ้นไปนั่งบนเตียง เอื้อมมือ ไปดึงไหล่หล่อน แต่ได้เสียงตวาดกลับมาว่า “อย่ากวนใจฉัน!”

            “ฉันอยากจะขอ…โทษเธอ”

            เขากระเถิบไปนอนข้างหล่อน และกอดหล่อนเบาๆ แต่หล่อนสะบัดแขนเขาออกมา

เขาร้องไห้ในอกอันอึดอัด พูดเสียงเครือว่า “อย่าทำกับฉันอย่างนี้เลย…รสนา”

            พอสิ้นเสียงเขา หล่อนก็ลุกพรวดพราดขึ้นยืน คว้าหมอนกับผ้าห่มออกจากห้องไป โดยไม่พูดอะไรสักคำ นอกจากเสียงบานประตูที่ถูกเหวี่ยงกระแทกกับวงกบดังปัง

            รมเยศโกรธจัด เขาลงจากเตียงมายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง มือสั่น ปากสั่น หน้าตาถมึงทึง ราวกับจะฉีกร่างหล่อนออกเป็นชิ้นๆ เขาตัดสินใจเลือกอยู่ว่าจะตะเพิดหล่อนออกจากบ้านดี หรือว่าข่มขืนหล่อนให้สมแค้นดี

            เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หันรีหันขวาง แล้วก็ออกจากห้องพร้อมกับเหวี่ยงประตูดังปัง

          “กูจะฆ่ามึง!”

วิมล ไทรนิ่มนวล