นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

จิตสำนึกที่ผิดพลาด

คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่ไว้ใจตัวเอง…ผมเพิ่งตระหนักชัดถึงความรู้สึกนี้ได้เมื่อสามวันก่อน เพราะมันเป็นวันที่โลกของผมพังทลายไปต่อหน้าต่อตาอย่างคาดไม่ถึง

 

            “โลกของผม” แม้ไม่ได้เลอเลิศอะไรนัก แต่มันก็เป็นโลกที่ผมพอจะพักพิงมันได้ อย่างน้อยก็ในยามที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้ค่าและไร้ความหวัง และก็คิดเอาว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆที่มีชะตากรรมเดียวกับผมอยู่บ้าง

 

            เหตุที่ผมต้องสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาก็เพราะผมไม่พอใจโลกที่คนอื่นสร้างไว้ให้โดยที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วม แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่ามันเป็นโลกที่ไม่มี “ที่ทาง” ให้ผมและคนอย่างผมได้ยืนได้เต็มตีน ผมไม่พอใจมันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากพูดอย่างแดกดันก็อยากจะบอกว่าผมไม่พอใจมันตั้งแต่จำความได้ เพราะโลกรอบตัวผมนั้นไม่น่าจะเอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนส่วนมาก พูดไปก็เป็นนิยายน้ำเน่าหรือแผ่นเสียงตกร่องอย่างที่เขารังเกียจกัน และยุคนี้ก็ไม่มีใครเขาอยากฟังกันอีกแล้ว ผมเองก็ไม่อยากพูดมาก แต่จะให้เอาหน้าซุกกอหญ้าเหมือนกกระจอกเทศในยามมีภัยก็ดูถูกตัวเองเกินไป ผมจึงแค่สรุปให้พอเห็นโลกที่ผมไม่ชอบมันก็พอ

            เมื่อผมลืมตาดูโลก พบก็พบว่าโลกของเรา(ของผม)นั้นขาดแคลนปัจจัยดำรงชีวิตที่เหมาะสมและเพียงพอ น้ำจิตน้ำใจของผู้คนนั้นพอหาได้ แต่น้ำใจนั้นถึงจะให้ความอิ่มใจเอมอยู่บ้าง แต่ไม่เคยอิ่มท้อง ยิ่งในเมื่อคนส่วนมากมีแต่น้ำใจแต่ขาดแคลนปัจจัยดำรงชีวิตมากเข้า นานเข้ามันก็ดูดกินน้ำใจเสียแทบเหือดแห้ง ในที่สุดเราก็หันมาแล่เนื้อเถือหนังพวกเดียวกันเอง แค่นั้นยังไม่พอ เรายังขูดกระดูกตัวเองออกมากินด้วย ร้ายกว่านั้นก็คือ ยังมี “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิธมาฉกชิงทุกสิ่งไปจากพวกเราไปอีก ทั้งแรงกายและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยดำรงชีวิตในถิ่นฐานบ้านเกิดของเรา

            แม้เราจะมี “ตีนที่มองเห็น” ที่ประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรม แต่มันก็เป็นตีนที่ผอมแห้งอ่อนแรงเสียจนไม่เกิดพลานุภาพใดๆ นอกจากเอาไว้ทำมาหากินและเตะถีบกันเองพอเอาตัวรอดไปทีละมื้อทีละวัน

            โลกที่แวดล้อมผมอยู่ยังขาดแคลนปัจจัยด้านสาธารณสุข (ผมพูดให้มันโก้ไปอย่างนั้นแหละ) ที่จริงก็อยากบอกแค่ว่า ผมเป็นคนขี้โรคมาแต่เกิด และเสือกเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนก็เลยไม่มีเงินจะรักษาตัวเอง หรือพูดอีกแบบก็คือ เพราะพ่อแม่ยากจนก็เลยมีสุขภาพไม่ดี ผมปฏิสนธิอยู่ในท้องแม่ ยังไม่มีปัญญาออกไปหากินนอกท้องได้ ก็เลยต้องกินอาหารและอารมณ์ที่ดีบ้างไม่ดีบ้างจากแม่ พูดอย่างให้มันจบๆกันไป ไม่ต้องให้หนักกบาลใครหรือให้ใครต้องรับผิดชอบก็คือ มันเป็นกรรมและวิบากของครอบครัวผมเอง

            นอกจากนี้มันยังเป็นโลกที่ไม่มีโรงเรียนที่ดี ผมหมายถึงการศึกษาที่เป็นการศึกษาที่แท้จริง ไม่ใช่การศึกษาเพื่อแก่งแย่งแข่งขันกันออกไปทำมาหากิน ซ้ำยังสอนกันแบบเละเทะสะเปะสะปะ  จบแล้วก็ยังทำมาหากินไม่เป็นอีก นอกจากคอยเอาเปรียบคนอื่น

            โลกที่ขาดแคลนอยู่แล้ว เมื่อขาด “ทุน” ที่เป็นทั้งความรู้ สุขภาพ และเงินแล้ว ในที่สุดมันก็ทำลายทุนที่เป็นมรกดตกทอดมาจากปู่ย่าตายาย คือที่ไร่ที่นาไปด้วย นั่นก็คือมันได้ทำลายครอบครัวของผมจนสิ้นเนื้อประดาตัว ครอบครัวผมเป็นชาวนา เมื่อที่ไร่ที่นาอันเป็น “ทุน” ดั้งเดิมแต่บรรพบุรุษตกไปเป็นของคนอื่น เราก็กลายเป็นชาวนาล้มละลาย และกลายเป็นแรงงานจรจัดไร้ฝีมือ

            ผมขอยายความสักนิด ผมจำได้ว่าในวันที่ครอบครัวของเราต้องเนรเทศตัวเองออกจากพื้นดินถิ่นเกิดนั้น พ่อกับแม่เคร่งเครียดน้ำตาคลออยู่หลายวัน อาจจะงงงันหรือทำใจรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ก็สุดเดา พ่อกับแม่คิดอยู่หลายวันว่าจะเช่าที่นาตัวเองทำต่อไปหรือจะอพยพเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ และเมื่อไปอยู่แล้วจะไปทำมาหากินอะไร พ่อกับแม่นั่งกอดเข่าทุกเช้าค่ำช่วยกัน SWOT อยู่เกือบเดือน ในที่สุดก็เก็บข้าวของที่จำเป็นล่องเรือเข้าสู่เมืองฟ้ามหานคร

            ตอนนั้นผมยังไร้เดียงสา ไม่รู้หรอกว่าชะตากรรมของเราจะเป็นอย่างไร และเมื่อเราเปลี่ยนอาชีพและเปลี่ยน “ชนชั้น” แล้วเราจะเป็นอย่างไร แต่ต่อมาเมื่อผมได้รู้จักกับปู่คาร์ล มาร์กซ พอเขารู้เรื่องของผม เขาก็ยิ้มแบบโมนาลิซ่าและยักไหล่แบบดาราฝรั่ง “พวกคุณก็เป็นพวกชนชั้นไร้สมบัติน่ะสิ”

            ไม่ต้องบอกผมก็รู้ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่า มุ้ง หมอน ช้อน จาน และหมาขี้เรื้อนสองตัวจะนับเป็น “สมบัติ” ได้หรือไม่

            ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อกับแม่ผม “ขายแรงงาน” เป็นกรรมกรก่อสร้างอาคารพานิช มีรายได้พอยาไส้ไปวันต่อวัน เพราะพ่อกับแม่เป็น “แรงงานไร้ฝีมือ” ซึ่งก็แน่ละ เพราะพ่อกับแม่ของผมเป็นชาวนา ถึงจะมีฝีมือทำนา แต่เมื่อเปลี่ยนอาชีพก็ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายหรือแปรค่า “ฝีมือทำนา” มาเป็นช่างฝีมือหรือสถาปนิกได้ – มันจึงกลาย “ฝีมือที่ตายแล้ว” ต่อมาแม่แยกตัวออกมาทำขนมขาย พอผมโตพอจะหิ้วตะกร้าได้ก็ต้องรับหน้าที่เร่ขายขนมอีกแรง            พร้อมกันนั้นผมก็เรียนหนังสือไปด้วย

            เราดิ้นรนอย่างสำนวนที่เขาเรียกว่าปากกัดตีนถีบจนกระทั่งผมเรียนสายวิชาชีพครูในระดับที่พอหางานทำได้ ครอบครัวจึงหายใจได้คล่องท้องขึ้น วันที่ผมได้รับการบรรจุเป็นครูนั้นเป็นวันที่ผมเห็นโลกสวยงามสว่างไสวด้วยความหวังอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน มันสวยงามกว่าโลกที่ผมเคยเห็นในวัยไร้เดียงสาที่บ้านนอกมากนัก เพราะนั่นมันเป็นโลกที่ผมไม่ได้มีส่วนสร้าง แต่โลกใหม่นั้นผมสร้างมันขึ้นมาด้วยสองมือสองตีนของผมเอง และตั้งใจเหลือเกินที่จะสร้างมันให้สวยงามน่าอยู่อาศัยต่อไป

            พร้อมกับการมีอาชีพและพร้อมกับวัยหนุ่ม มันก็มีเมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งแทงหน่ออ่อนออกมาอยู่ในชีวิตผม ผมรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนและเบิกบานราวกับว่าชีวิตผมเป็นเมล็ดพันธุ์นั้นเสียเอง มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันจนผมอิ่มสุขอยู่หลายวัน และให้ความหวังคล้ายเป็นพันธสัญญาแก่ผมว่าสักวันหนึ่งมันจะงอกงามบานสะพรั่งจนเต็มโลกของผม จากนั้นมันก็เลือนหายไป ผมไม่ได้สนใจว่ามันหายไปอยู่ที่ไหน เพราะช่วงชีวิตวัยหนุ่มนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายให้ต้องใส่ใจ ซึ่งส่วนมากก็เป็นเรื่องวิตกทุกข์ร้อนเกี่ยวกับการ “มีชีวิตอยู่ให้ได้” แทบทั้งสิ้น แต่พอถึงวัยหนุ่ม ผมจึงรู้ได้ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นมันฝังเงียบอยู่ในชีวิตผมนี่เอง มันคือเมล็ดพันธุ์แห่งความรักในการเขียนวรรณกรรม

            พร้อมกับความรักในการเขียนวรรณกรรม ผมก็มีความรักกับหญิงสาว ความรักสองอย่างนี้ไม่ได้ขัดขวางกัน หากแต่ส่งเสริมสนับสนุนกันอย่างดียิ่ง ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นอย่างจริงจัง ส่งไปตามหนังสือรายต่างๆที่ตีพิมพ์เรื่องสั้น ได้ลงพิมพ์บ้างและลงตะกร้าบ้าง อันเป็นธรรมดาของคนอายุน้อยด้อยประสบการณ์ แต่นานวันเข้ามันก็ได้รับการตีพิมพ์เกือบทุกเรื่อง

            เรื่องที่ผมเขียนมีทั้งเรื่องความรักที่ผิดหวังตามประสาหนุ่มสาวทั่วไป บ้างก็เขียนเรื่องในวัยเด็กซึ่งเป็นประสบการณ์ของผมเอง ทุกเรื่องผมเขียนแบบสะท้อนภาพหวังผลทางความกระเทือนใจของผู้อ่าน เขียนไปได้ ๒๐ เรื่องผมก็หมดวัตถุดิบ ถึงตอนนี้คนรัก

ของผมก็เข้ามามีบทบาท เธอบอกผมว่า ผมยังสามารถเขียนด้วยวัตถุดิบหรือประสบการณ์ที่ผมมีนั้นได้อีกมาก แต่ต้องตั้งเป้าหมายใหม่ให้แม่นยำว่าจะเขียน “เพื่ออะไร” ทุกเรื่องที่ผมเขียนมานั้นมันไม่ได้บอกทิศทางอะไรเลย พอมีอะไรจะเขียนได้ผมก็เขียน เพื่อให้ได้เรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่งเท่านั้น เธอบอกว่าชีวิตผมมีแต่เรื่องความยากไร้ขาดแคลน มีแต่ความผิดหวัง ผมก็น่าจะเขียนถึงสิ่งเหล่านี้ และมีเป้าหมาย “เพื่อคนที่อยากไร้ขาดแคลน” เช่นเดียวกับผม เธอเรียกมันว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ซึ่งตอนนั้นบรรยากาศ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” กำลังครอบคลุมวรรณกรรมไทย

            มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมแม้แต่น้อยที่จะเขียนถึงเรื่องของตัวเอง และโดยลึกๆหรือ “สำนึก” ของผมก็ “เป็น” และปรารถนาเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญหรือคุณค่าของมัน (ประสบการณ์แห่งความยากไร้ขาดแคลน) เธออธิบายความหมายของคำว่า “เพื่อชีวิต” ให้ผมฟัง และหาหนังสือที่เป็นทั้งบทความ ทฤษฎีการเมือง – เศรษฐศาสตร์ และวรรณกรรมทุกชนิดที่เรียกว่าเพื่อชีวิตให้ผมอ่าน ซึ่งทั้งหมดก็คือ “วรรณกรรมสังคมนิยม”

            โดยขนบ – วรรณกรรมสังคมนิยมจะต้องปลุกใจให้ลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจทุน และนำเสนอโลกใหม่ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน คือโลกสังคมนิยม แต่ผมทำได้ไม่กี่เรื่อง เพราะมันไม่เอื้อให้จบแบบนั้น ผมแก้ตัวกับคนรักว่า บรรยากาศในเรื่องหรือการจบเรื่องที่ไม่สมหวังก็อาจจะเป็นพลังกดดันที่มีประสิทธิภาพพอๆกับการปลุกใจ แม้เธอจะไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็พยักหน้ายอมรับข้อจำกัดของผม

            ผมต้องยอมรับว่าคนรักของผมก้าวหน้ากว่าผมมากในเรื่องความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ของสังคมนิยม โดยเฉพาะการสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของมัน เธอปลุกเร้าผม คาดคั้นผม ให้กำลังใจผมอย่างจริงจังจนผมรู้สึกอึดอัด และไม่ยอมให้ตัวละครที่เป็น “ผู้ถูกดขี่” เป็นคนชั่ว ประเด็นนี้นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมแห่งความรักของเรา(ของผม)

            หลังจากเรารักกันได้ ๓ ปี และผมเขียนเรื่องสั้นได้ ๓๐ เรื่อง วันหนึ่งผมก็ให้เธออ่านต้นฉบับเรื่องสั้นใหม่ล่าสุดของผม ตอนแรกเธออ่านมันอย่างสนใจใคร่รู้ แต่พอตอนจบเธอก็หน้าแดง ตาแข็งเครียด ขยำต้นฉบับแล้วถามผมว่า “เธอเขียนอย่างนี้ได้อย่างไร!”

            ผมเขียนให้ตัวเอกของเรื่องที่เป็นกรรมกรตกงาน ไม่มีเงิน เครียดและโกรธแค้นชีวิต เมา และสุดท้ายข่มขืนเด็กสาว – เธอโกรธเพราะตัวเอกที่เป็นกรรมกรกระทำชั่ว ผมอธิบายอย่างใจเย็นว่า ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงความกดดันและการระเบิดออกของคนที่สิ้นหวังและโกรธแค้นโชคชะตาตัวเอง เธอโต้ว่าไม่จำเป็นจะต้องเขียนประเด็นเล็กน้อยเหล่านี้ เพื่อทำลายศักดิ์ศรีของชั้นชนกรรมมาชีพ ผมโต้กลับว่า ผมไม่ได้เขียนเพื่อทำลาย…แต่เขียนเพื่อให้เห็น…และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมประสบด้วยตัวเอง และย้ำว่าไม่ว่าคนรวยหรือคนจนก็มีทั้งคนดีและคนชั่ว เธอพูดอย่างหนักแน่นด้วยอาการระงับโทสะว่า ตอนนี้เราต้องการสร้างสังคมใหม่ สังคมของชั้นชั้นกรรมาชีพ ผมควรจะมุ่งไปที่ทางออกและแสวงหาชัยชนะ…นั่นคือการปฏิวัติทางชนชั้น

            ผมเงียบอยู่นานมาก เธอเองก็เช่นกัน แต่สายตาและสีหน้าของเธอไม่คลายความเคร่งเครียดจากอาการข่มโทสะ ผมจำฉากสุดท้ายของเราได้ราวกับมันลอยอยู่ตรงหน้าแม้ในเวลานี้ วันนั้นเป็นบ่ายที่ร้อนอบอ้าว เราอยู่กันในห้องของบ้านพักครู เธอนั่งอยู่ที่เตียงเล็กๆของผม และผมนั่งที่เก้าอี้ ผมเม้มปาก พยายามจะสงบอารมณ์และสรรถ้อยคำที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตอนนั้นผมอยากจะพูดว่า “บางทีเราก็ต้องมองดูตัวเองด้วย คนไม่ได้เป็นสังคมตลอดเวลาแต่เป็นปัจเจกด้วย…” แต่ปากผมกลับมีเสียงไปอีกอย่าง

            “ผมอยากจะรู้นักว่าถ้ากรรมกรมันจับนมคุณ คุณจะเทิดทูนกรรมาชีพคนนั้นอีกไหม”

            ผมใช้คำว่า “คนนั้น” เพราะอยากเน้นให้เห็นความเป็นปุถุชนคนหนึ่งหรือหากใช้ภาษาของเธอก็คือ เป็นมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล

            เธอจ้องหน้าผมอย่างตื่นตะลึงอยู่นานมาก ไม่คาดว่าผมจะหยาบคายกับเธอได้ปานนั้น ผมมองหน้าเธออย่างพร้อมจะตอบโต้ แต่เธอแค่ผงกศีรษะถี่ๆอย่าง “เห็นธาตุแท้ของผมแล้ว” จากนั้นเธอก็หันไปหยิบกระเป๋า เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ

            ผมคิดว่าเมื่อพายุอารมณ์ของเธอสงบแล้ว ท้องฟ้าแห่งความรักความคิดถึงของเราจะแจ่มใสดังเดิม แต่วันแล้ววันเล่าผมก็ไม่พบเธออีกเลย ผมพยายามหยอดเหรียญโทรศัพท์ถึงเธอทุกครั้งที่เห็นตู้โทรศัพท์ แต่เมื่อคนอื่นรับสายและถามว่าผมชื่ออะไร ผมก็ได้รับคำตอบว่า เธอไม่อยู่ แต่ถ้าเธอรับสายเองก็จะวางมันลง มีอยู่ครั้งเดียวที่เธอพูดกับผม “เธอมันพวกสมุนรับใช้กฎุมพี!”

            น้ำเสียงของเธอประกาศให้รู้ชัดแจ้งว่าความรักตามประสาปุถุชนของเราแตกสลายไปแล้ว และเธอเลือกที่จะรักอุดมการณ์สังคมนิยมที่สูงส่งด้วยคุณค่าของเธอ

            ผมอกหักปางตายอยู่ครึ่งปี  ปีต่อมาผมก็แต่งงานกับครูน้อยในโรงเรียนเดียวกัน เธอไม่สวยเหมือนคนรักเก่า แต่ก็ไม่ขี้เหร่ นิสัยเรียบๆ ทำงานไปตามหน้าที่ ไม่ว่างานที่โรงเรียนหรืองานที่บ้าน ชีวิตสมรสของผมไม่ถึงกับมีความสุข แต่ก็ปลอดโปร่งโล่งใจที่ไม่ต้องถูกกดดันดังอยู่กับคนรักเก่า ผมคิดว่าถ้าผมเลือกและรักที่จะเขียนหนังสือ ผมก็ควรจะพอใจกับมัน…ชีวิตครอบครัวเงียบๆเรียบๆ

            ผมยังสอนหนังสือและเขียนหนังสืออย่างเดิม แนวการเขียนก็ยังเป็นอย่างเดิมเช่นกัน และเขียนนวนิยายด้วย มีวัตถุดิบเดิมๆ เป็นหลัก และประสบการณ์ใหม่ๆเข้ามาเสริม แต่ประเด็นนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนมีดินเหนียวสักก้อนหนึ่ง จะปั้นเป็นรูปอะไรก็ตามแต่ใจเรา

            นักวรรณกรรมยังคงเรียกงานของผมว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” และผมก็ยังยืนยันตัวตนหรือสำนึกของผมเรื่อยมาด้วยงานเขียนประเภทนั้น เพียงแต่ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะ “ชูธงลุกขึ้นสู้” ไปทุกเรื่อง

            เมียของผมก็เห็นดีเห็นงามกับ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ของผมด้วย แต่ต่างความหมายกัน เธอบอกว่าผมควรจะเขียนเรื่องที่คนเขานิยมอ่านกัน มันจะได้มี “เงินเลี้ยงชีวิต” เพราะตอนนั้นเรามีลูกแล้วหนึ่งคน ผมอธิบายถึง “คุณค่า” ของงานที่ผมเขียน เธอว่ามันเป็นคุณค่าที่ผม “คิดเอาเอง” ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นมาสักหน่อยจากงานที่ไม่มีคุณค่ามากนัก แต่สามารถมาจุนเจือครอบครัวได้จะไม่มีคุณค่าหรือ ผมไม่อยากโต้ตอบกับเธอ กลัวว่ากงล้อประวัติศาสตร์จะทับรอยเดิม จึงตัดบทว่า ให้ผมฝืนเขียนอย่างอื่นก็เขียนไม่ออก เขียนแบบที่เขียนอยู่ก็พอมีรายได้บ้าง ขอให้คิดเสียว่าผมไม่ได้ทำงานเขียน แต่ไปกินเหล้าเฝ้านักร้องก็แล้วกัน ตอนจบประโยคผมต้องฝืนยิ้มเอาใจเธอด้วย

 

            ผมเขียนเรื่องสั้นน้อยลง เขียนนวนิยายมากขึ้น เฉลี่ยปีละเรื่อง สำนักพิมพ์ขายพอเอาตัวรอดได้ แต่ ๕ ปีมานี้ผมไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพราะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บอกว่า บนชั้นวางหนังสือนั้นเหลือพื้นที่ให้นวนิยายอย่างของผมน้อยเต็มที หากขายไม่ดีก็จะถูกเก็บตั้งแต่สัปดาห์แรก เมื่อประกอบกับอาการป่วยไข้ที่มากขึ้นตามอายุ ผมก็เลยไม่ใส่ใจกับมันอีก แต่ผมก็ภูมิใจตัวเองเสมอมาที่เกิดเป็นคนแล้วได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้สร้างโลกของตัวเองและคิดเอาเองว่าได้แบ่งปันให้คนอื่นได้พักพิงชั่วครั้งชั่วคราว แม้ว่าโลกอื่นที่คนอื่นสร้างครอบโลกของผมไว้มันจะไม่รื่นรมย์ก็ตาม

            ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำ…งานเขียนของผมเป็นงานสร้างสรรค์ เป็นงานที่มีคุณค่า แม้ไม่มากมายนักแต่ก็ไม่ไร้สาระ ผมเขียนในสิ่งที่ผมเป็น และผมเป็นในสิ่งที่ผมเขียน มันคือสำนึกของผม แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนดีไปเสียทุกอย่าง แต่เมื่อวานนี้เอง โลกที่ผมภูมิใจและคิดเอาว่าได้แบ่งปันให้คนอื่นพักพิง…งานที่ผมมั่นใจว่าสร้างสรรค์และมีคุณค่า และสำนึกที่คิดเสมอมาว่าถูกต้องนั้นกลับสั่นสะเทือนราวกับโดนอีกโลกหนึ่งที่มหึมาและแข็งแกร่งกว่าชนเข้าอย่างจัง เมื่อได้อ่านบทความของบรรณาธิการที่ดีที่สุดของประเทศไทยพูดถึง “การสร้างสรรค์วรรณกรรมใหม่” (ยุคใหม่) ว่าต้องไปให้พ้น “โรแมนติกล้าหลัง” และ “อัตถนิยมสามานย์” และย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เขียนให้เป็นมนุษย์”

            ผมเข้าใจเจตนาของบรรณาธิการดี แต่ไม่ว่าผมจะเข้าใจซาบซึ้งเพียงไหน ผมก็รู้สึกว่าโลกของตัวเองสะท้านเลื่อนลั่นและใจผมก็หวั่นไหวไปด้วย เพราะโลกที่ผมสร้างมานั้นมันเป็น “โลกเพื่อชีวิต” หรือมีแนวคิดทางสังคมนิยม หรืออย่างที่บรรณาธิการเรียกว่า “อัตถนิยมสามานย์” ผมคิดว่ามันเป็นเสมอมา แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการ “ชูธงลุกขึ้นสู้” อย่างไม่ถูกกาลเทศะก็ตาม

            ผมนั่งนิ่งในห้องมืด ครุ่นคิดและทบทวนทุกสิ่งในช่วงเวลา๓๕ ปีที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ “โลกเพื่อชีวิต” นั้น เพื่อค้นหาแก่นสารในสำนึกให้ใจได้ยึดมั่น หรือแค่พักพิงชั่วคราวก็ยังดี แต่จนดึกดื่นผมก็ไม่สามารถจะแน่ใจสำนึกของตัวเองได้เลยว่าถูกต้อง

            ผมคิดถึงคนรักเก่าเสมอมา แต่ไม่เคยมีครั้งใดในช่วงชีวิตสมรสของผมจะรุนแรงเร่งเร้าเท่าคืนวาน ผมโทรศัพท์ถึงเธอทั้งที่เลยเวลาเที่ยงคืนไปแล้ว  เธอมาทันช่วยชีวิตผมพอดี เธอรับสายและยินดีพูดกับผมราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเลย เธอแสดงความยินดีกับผมที่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้สำเร็จ และเธออ่านงานเขียนของผมทุกเรื่อง ถ้อยคำของเธอช่วยผมได้อยู่บ้างราวกับผืนดินแห้งผากได้รับน้ำฝน ผมขอบคุณเธออย่างซาบซึ้งใจ บอกเธอว่า ผมก็ติดตามข่าวคราวของเธอเช่นกัน ได้เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ และยินดีที่เธอมีชีวิตที่สวยงามราวกับภาพฝัน และเป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงทั้งโลก เธอหัวเราะแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงโทร.มาตอนดึกดื่น ผมตอบว่าผมไม่แน่ใจว่างานเขียนทั้งหมดที่ทำมาว่าจะถูกต้อง มีคุณค่า อยากฟังความเห็นของเธออีกสักครั้ง เธอหัวเราะอีกและถามว่า เพื่อยืนยันความมั่นใจหรือ ผมตอบไม่อายว่าใช่ และขอนัดพบเธอ

            ผมไปถึงร้านกาแฟย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในตอนค่ำ และก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง ผมตื่นเต้นที่จะได้พบเธออีกครั้ง หลังจากไม่ได้พบกันมานานถึง ๓๐ ปี ผมไม่แน่ใจว่าผมตื่นเต้นเรื่องอะไรแน่ แต่ไม่ใช่เรื่องงานเขียนของผมหรือรักครั้งเก่าของเราอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ มันอาจจะเป็นทั้งหมดของชีวิตผมที่เคยผูกพันกับชีวิตเธอตลอดมา  คิดดูก็แปลก ผมน่าจะปรับทุกข์กับเมีย ไม่ว่าเธอจะสนใจเรื่องของผมหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าเธอก็คงให้กำลังใจผมบ้าง แต่ที่ผมไม่เลือกเธอก็เพราะมันเป็นเรื่องของ “จิตสำนึกร่วม”

            เมื่อเธอผลักประตูกระจกเข้ามา ผมก็จำเธอได้ทันที แม้วันนี้ตัวเธอจะสูงใหญ่กว่าเมื่อเป็นสาวรุ่นก็ตาม รูปร่างเธอสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้งเนียนอย่างประณีต เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนสามส่วนกับกางกางที่โปร่งพองสีดำ สวมสร้อยลูกปัดและรวบผมรัดไว้ที่ท้ายทอย เผยให้เห็นใบหน้าอันงามสง่าราวกับนางพญาของเธอจนผมขลาดๆ

            ผมลุกยืนไม่ใช่ด้วยมารยาท แต่ไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น เธอยิ้มขณะก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจสบายๆ ผมใจเต้นระทึกจัดระเบียบร่างกายและอารมณ์ตัวองไม่ถูก เธอยิ้มทักทายผมว่า “สบายดีนะ” ราวกับว่าเพิ่งลาจากกันไปเมื่อวานด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน ผมพยักหน้ารับ จำไม่ได้ว่าตอบไปอย่างไร จากนั้นเราก็นั่งลง

            เธอจ้องหน้าผมอย่างพินิจพร้อมกับยิ้มละไม ดวงตาเป็นประกายอ่อนโยนราวกับมองดูเด็กชายสักคน จากนั้นก็วิจารณ์ว่า ผมดูดีขึ้น แม้จะตัวโตขึ้นแต่กลับดูผอมแห้งแรงน้อยไปหน่อย…ผมรีบต่อให้ว่า เพราะผมเป็นโรคขาดสารอาหารใจ ซึ่งมีความหมายทั้ง

คู่รักและคู่คิด แต่ขอเธออย่าเข้าใจผมผิดว่าจะมารื้อฟื้นความหลัง ผมพูดไปตามความจริงที่เกินจริงไปหน่อยเท่านั้น แล้วผมก็หัวเราะกลบเกลื่อน เธอบอกว่า ผมควรจะดูแลตัวเองมากว่านี้ ผมบอกว่าผมไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน แต่มีปัญหาเรื่องอาการป่วยไข้และความคิด ซึ่งก็เป็นอาการป่วยไข้อีกชนิดหนึ่ง เธอยิ้ม ผมถามเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง… “ชีวิต” เธอตอบว่าก็โอเค. พร้อมกับยกไหล่สองข้างค้านๆกับคำพูด แล้วเธอก็ถามผมบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นถึงจู่ๆก็โทร.ไปนัดเธอ ผมส่ายหน้า ตอบไม่ถูกจริงๆ พยายามหาเหตุผลให้เธอ “เรื่องงานเขียน” ผมตอบ เธอหัวเราะ “ฉันไม่ได้มีอาชีพเป็นบรรณาธิการหรือจิตแพทย์นะ” ผมพยักหน้าสนับสนุน “แต่มันเป็นเรื่องของความคิดที่แตกต่าง…และความคิดของผมนั้นมันเกิดจากเราสองคน” ผมไม่อยากให้น้ำเสียงของผมเว้าวอนอ่อนไหวจึงพูดเสียงเรียบประโยคใหม่ว่า “มันเกิดจากการสมคบคิดกันของคุณกับผมแต่แรก”

            “นี่ฉันมีส่วนร่วมในอาชญากรรมครั้งนี้ด้วยหรือ” แล้วเธอก็หัวเราะให้เห็นว่าพูดเล่น แต่ผมรู้สึกอย่างที่เธอพูดจริงๆ ว่าผมได้ก่ออาชญากรรมไว้ – ไอ้งานเขียนของผมนั่นแหละ

            เธอยิ้มถอนใจและเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งตัวตรง ถามผมว่าสั่งอะไรมากินหรือยัง เธอคว้าเมนูมาดู ถามผมอย่างล้อๆว่า “ข้าวผัดไหม” แต่เธอก็สั่งขนมและกาแฟเย็นให้ผม ส่วนเธอสั่งโค้กหนึ่งแก้ว จากนั้นเธอก็หันมาถามเรื่องราวชีวิตในครอบครัวของผม ผมตอบไปตามจริงอย่างคร่าวๆ ว่าทุกอย่างก็ปรกติธรรมดาดี เช้าไปทำงาน เย็นกลับมาบ้าน ทำงานบ้าน กินข้าว พักผ่อน เข้านอน เช้าไปทำงาน…วนเวียนซ้ำซาก และย้อนถามเธอบ้าง เธอตอบว่าก็เหมือนกับผม ต่างกันที่ประเภทงานและความรับผิดชอบ

            “แต่ส่วนมากฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แค่ไปสำนักงาน ฟังรายงาน ซักถาม ประชุม พบแขกสำคัญบ้าง แล้วก็เดินดูอาณาบริเวณและให้อาณาบริเวณดูฉัน จากนั้นจะไปไหนก็ไป เพราะงานทุกอย่างมีคนรับหน้าที่หมดแล้ว” สามีของเธอเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมและรีสอร์ตทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

            ผมกินขนมและดื่มกาแฟไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เธอยังไม่หยิบแก้วโค้กขึ้นดื่มสักอึก ผมจึงคิดว่าเธอคงสั่งมาเป็นเครื่องประดับ เธอบอกผมว่ามีอะไรก็ว่ามา ผมบอกว่าผมไม่มั่นใจในสิ่งที่ผมทำว่ามันถูกต้องหรือไม่ เพราะหลายปีมาแล้วมีเสียงปฏิเสธงานเขียนแบบของผม มาถึงวันนี้มันกลายเป็นเสียงประณามไปแล้วว่า “สามานย์”  บรรณาธิการที่มีส่วนสำคัญให้ผมเกิดและเติบโตในวงวรรณกรรมก็เรียกร้องเช่นกัน…มันแปลกดี…ครั้งหนึ่งคุณว่าผมไม่ได้เขียนเรื่องเพื่อชีวิตหรืออัตถนิยม สังคมนิยมหรอก แต่เขียนรับใช้พวกกฎุมพี ขณะเดียวกันผมก็ถูกพวกกฎุมพีและพวกอื่นๆว่าเขียนเรื่องแนวสังคมนิยมต่อมาก็ถูกแขวนเครื่องหมายอัตถนิยมสามานย์ ผมเลยไม่รู้ว่าผมอยู่ตรงไหน เป็นพวกไหน แต่นั่นไม่สำคัญหรอก เพราะผมไม่ได้อยากถูก“จำกัดประเภท”  ผมสนใจที่งานเขียนของผม ซึ่งก็คือตัวผมว่าได้ทำอะไรผิดพลาดเสียหายแก่คนอ่านหรือไม่

            บางทีผมอาจจะคาดหวังอยู่ลึกๆว่าเธอจะเข้าข้างผม แต่พอเธอบอกด้วยเสียงราบเรียบว่า “ฉันเปลี่ยนไปแล้ว” ก็ทำให้โลกของผมที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่แล้วหลุดลอยไปทันที

            ผมเงียบงันอยู่กับรสขื่นในอกอยู่นาน จึงพูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ใช่…ผมนี่ช่างโง่งมจริง ผมน่าจะรู้มาตั้งนานแล้ว และดีกว่านั้น ผมก็ควรจะเปลี่ยนไปตั้งนานแล้วเช่นกัน”

            เธอไม่โกรธถ้อยคำของผม แต่พูดเสียงหนักแน่นว่า “เธอต้องมั่นใจในสิ่งที่เธอทำ”

            “ไม่ว่ามันจะผิดหรือถูกงั้นหรือ”

            “ใครจะเป็นคนตัดสินล่ะ” เธอจ้องหน้าผม

            “ทุกสิ่งมีมาตรฐานของมันทั้งนั้น”

            “ถ้าอย่างนั้นก็จงใช้มาตรฐานของเธอ”

            ผมพยายามพูดเสียงปรกติ “แค่ผิดหรือถูก ดีหรือเลว ใช่หรือไม่ใช่ สร้างสรรค์หรือสร้างหายนะ ผมก็ยังแยกไม่ถูกเลย แล้วจะเอาตัวเองเป็นมาตรฐานได้อย่างไร”

            เธอมองหน้าผม ยิ้มพรายในแววตาและริมฝีปาก “แล้วเธอเขียนมันมาได้อย่างไร”

            “ผมเขียนเพราะว่าผมรักมัน มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ และมันทำให้ผมพอใจชีวิตตัวเองหรือภูมิใจตัวเองอยู่บ้าง เพราะมันเป็นตัวตนของผม เป็นความรู้สึกนึกคิดของผม เป็นสำนึกของผม” พลันผมคิดขึ้นได้ว่า “ไอ้อะไรต่อมิอะไร” ที่ผมพ่นออกมาว่าเป็นของผมนั้น แท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้เป็นของผมหรอก ตอนผมคลอดจากท้องแม่ ผมก็ไม่รู้อะไรเลย ผมค่อยๆรับรู้ เรียนรู้มาพร้อมกับชีวิตที่ค่อยๆเติบโตขึ้นต่างหาก ทุกสิ่งมันมาจากนอกตัวผมทั้งนั้น แล้วผ่านกระบวนการปรุงแต่งในตัวผมจนออกมาเป็น “อะไรต่อมิอะไร” นั่นแหละ แต่ความคิดนี้ก็ไม่ได้นำพาผมไปสู่อะไรทั้งนั้น แม้ผมจะเห็นแสงรำไรรำรางอยู่บ้างก็ตาม

            “ไม่ว่างานเขียนของเธอจะถูกหรือผิด” เธอใช้ภาษาของผม “สร้างสรรค์หรือสร้างหายนะ มันก็เขียนออกมาจากตัวตนของเธอ เขียนออกมาจากสำนึกของเธอ…แล้วที่ทำมาทั้งหมด สำนึกของเธอมันต้องการอะไร เอาคำตอบสุดท้ายเลยนะ”

            ผมตอบเธอให้ชัดเจนไม่ได้ เพราะรู้สึกมึนทึมเหมือนเป็นไข้ “ผมต้องการสร้างโลกนี้ให้น่าอยู่อาศัยสำหรับทุกชีวิต แต่เมื่อผมไม่สามารถสร้างโลกจริงได้ ผมจึงสร้างโลกแห่งหนังสือ และหวังว่ามันจะมีคนเห็นพ้องและร่วมกันสร้างให้มันเป็นจริงขึ้นในวันหนึ่ง…”

            “เธอต้องการความเป็นธรรม ต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม เธอเป็นปากเสียงให้แก่คนที่ไม่มีปากเสียง ให้แก่คนยากไร้ตั้งมากมายมหาศาลในประเทศนี้ เธอต้องการสร้างโลกที่ดีงาม เหมาะแก่การมีชีวิตของทุกคน แล้วทำไมเธอจึงไม่ไว้ใจในสำนึกนี้ของตัวเอง”

            เธอพูดถึงคาร์ล มาร์กซ ว่าอุตสาหะค้นคว้าศึกษาระบบทุนนิยมและเห็นว่ามันสร้างความมั่งคั่งให้แก่เจ้าของทุนไม่กี่คน แต่สร้างความยากแค้นแสนเข็ญแก่คนขายแรงงานมหาศาล ความมั่งคั่งของพวกนายทุนนั้นไม่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตน แต่มาจากแรงงานกรรมกร แต่พวกนายทุนได้ฮุบเอาผลผลิตส่วนเกินที่เรียกว่ากำไรไว้เป็นของตน มันเป็นระบบที่ทำลายล้างความเป็นมนุษย์และทำลายล้างโลก มาร์กซพบความชั่วร้ายของมัน จึงประกาศให้ชนชั้นแรงงานลุกขึ้นสู้เพื่อทวงสิทธิของตน เธอจ้องหน้าผม ผมรู้สึกดีขึ้นที่ได้ฟังเธอพูดเรื่องนี้อีกครั้ง “แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยโจมตีว่ามาร์กซและพวกคอมมิวนิสต์นิยมความรุนแรง เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามไปทั่วโลก ฟังดูเหมือนกับว่ามาร์กซและพวกคอมมิวนิสต์ชั่วร้าย ทำให้คนต้องเข่นฆ่าทำลายล้างกันไปทั้งโลก เป็นพวกก่ออาชญากรรมแก่มนุษยชาติ  แต่ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น…เพราะอะไรมั้ย…ก็เพราะว่าพวกเขาทนไม่ได้ที่เห็นเพื่อนมนุษย์จำนวนมหาศาลถูกกดขี่ลงเป็นทาสเพื่อสร้างความร่ำรวยให้แก่คนไม่กี่คน และพวกเขาต้องการช่วยคนเหล่านั้นให้มีชีวิตที่สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับความเป็นธรรมในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน สิ่งที่พวกเขาช่วยได้ดีที่สุดก็คือให้ชี้ให้เห็นวิถีและวิธี ส่วนชนชั้นแรงงานจะนั่งกราบไหว้พวกนายทุนเพื่อขอส่วนแบ่งของตน หรือจะเรียกร้อง หรือจะลุกขึ้นต่อสู้นั้นอยู่ที่ชนชั้นแรงงาน มันเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น…อย่างน้อยก็หวังว่ามันจะดีขึ้น แต่ในโลกของการปฏิบัตินั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นที่ฉันอยากจะบอกกับเธอก็คือ ฉันคิดว่ามาร์กซและพวกคอมมิวนิสต์เป็นผู้มีจริยธรรมและมนุษยธรรมสูงส่งอย่างยิ่ง ไม่ใช่จริยธรรมและมนุษยธรรมกระจิบกระจอกอย่างที่พวกคุณหญิงคุณนายท่านชายท่านขรัวเรียกร้องเอาจากปัจเจกบุคคล แต่มันคือจริยธรรมและมนุษยธรรมของมนุษยชาติทั้งหมดทั้งโลก หรือหากเราจะมองในกรอบของรัฐ มันก็เป็นจริยธรรมและมนุษยธรรมของรัฐ…แล้วไง…อุดมคติหรือจิตสำนึกแบบนี้มันชั่วร้ายนักหรือไง”

            ผมแย้งว่า แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมมันก็ชั่วร้ายไม่ใช่หรือ เธอตอบว่า “โลกนี้ยังไม่เคยมีรัฐสังคมนิยม รัสเซีย จีน และประเทศสมุนบริวารทั้งหลายนั่นก็ล้วนเป็นทุนนิยมเผด็จการโดยรัฐ หรือโดยกลุ่มคนที่ครองอำนาจรัฐ มันจึงต้องเป็นไปตามหลักเหตุผลหรือเหตุปัจจัยของมัน คือต้องมีความชั่วร้ายตามมา”

            เธอวิพากษ์ทุนนิยมหรือ “ตลาดเสรี” ในยุคปัจจุบัน วิพากษ์นักสังคมนิยมหรือซ้ายใหม่ และพวกต่อต้าน และสรุปลงมาที่ผมว่า “เธอก็เหมือนกับคาร์ลมาร์กซหรือพวกคอมมิวนิสต์อุดมคติทั้งหลายนั่นแหละ ปรารถนาจะสร้างโลกที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมและมนุษยธรรม…สิ่งที่เธอทำ…งานเขียนของเธอ ฉันรู้อยู่เต็มหัวใจเช่นเดียวกับเธอรู้ว่ามีเจตนาดีต่อสังคมประเทศนี้แค่ไหน นั่นก็เพียงพอแล้วที่เธอจะภูมิใจกับมัน ไม่ว่าตัวงานหรือตัวเธอเอง ส่วนมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มากน้อยแค่ไหนนั้นอยู่ที่ศิลปะการเขียนหรือวรรณศิลป์ของเธอ”

            ผมมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนสมัยแรกรัก ต่างกันแต่ว่าตอนนั้นผมฟังเธอพูดแบบนี้ทีไรผมจะเครียดทีนั้น แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างไป ผมอยากฟังเธอพูดต่อไปเรื่อยๆมันทำให้ใจผมอบอุ่นขึ้น และโลกของผมลอยเลื่อนเข้ามาอยู่ใกล้แค่มือคว้า

            “แต่ถึงแม้งานของผมมันจะดีอย่างที่คุณให้กำลังใจ แต่สังคมก็ปฏิเสธมันแล้ว”

            “นั่นมันเรื่องรสนิยมสามานย์!” เธอมองหน้าผมด้วยสายตาตั้งคำถาม “แต่ฉันก็เชื่อว่าบรรณาธิการของเธอต้องการวรรณกรรมที่ลึกซึ้งขึ้น ต้องการให้วรรณกรรมแสดงหัวจิตหัวใจของความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลากหลายขึ้น และสำหรับฉัน…นั่นก็เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตอีกระดับหนึ่งและแบบหนึ่ง ซึ่งเธอสามารถนำมาพัฒนางานเขียนแบบของเธอได้”

            ผมพยักหน้ารับ

            เธอจ้องหน้าผมและตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เธอไม่คิดหรอกหรือว่าความคิดทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือกระบวนการที่ต่อสู้กันเพื่อให้สำเร็จผลเป็นโลกที่น่าอยู่ ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง เพียงแต่มันอาจจะยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น”

            ผมพยักหน้ารับเครียดๆหมองๆ เธอยิ้มเบิกบานทั้งที่สีหน้ายังเคร่งเครียด ผมกล่าวขอบคุณเธอที่เสียเวลามาให้กำลังใจผม

            “แปลกนะ” เธอว่า “วันนี้เรายังพูดเรื่องนี้กันอีก” เธอมองผมด้วยดวงตาฉายประกายขี้เล่น “ฉันเป็นลูกข้าราชการ เป็นคนชั้นกลาง และต่อมาชื่นชมลัทธิสังคมนิยม จากนั้นฉันก็แต่งงานกับนายทุนผู้มั่งคั่งอันดับต้นๆของประทศนี้ และวันนี้ฉันมาพูดเชียร์ลัทธิสังคมนิยมให้ชนชั้นกรรมาชีพตกสมัยหัวใจสลายลุกขึ้นสู้”

            ผมฝืนยิ้มอย่างหดหู่ใจ พูดเสียงแหบพร่าว่า “ผมไม่ใช่นักสังคมนิยม…หรือนักอะไรทั้งนั้น…มันอาจจะแค่เหมือน…”

            “เธออ่อนไหวเกินไป…”

            เมื่อได้พบเธอ ผมรู้สึกดีขึ้น โลกของผมที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นค่อยสงบลง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผมจะไว้ใจในสิ่งที่ผมได้ทำมาและจะทำต่อไป ผมไม่รู้ว่าวันหน้าจะมีกระแสความคิดใดปรากฏออกมาเหมือนสายฟ้าฟาดอีก และมันจะกระหน่ำเข้ากับโลกของผมอีกหรือไม่ แต่มันไม่สำคัญเท่ากับว่า งานเขียนของผมได้ไปทำร้ายและทำลายคนอื่นหรือไม่ เพราะนั่นมันหมายถึงเวลาและชีวิตของผมทั้งหมดได้สูญเสียไปอย่างทรราช