นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

นักมังสวิรัติ

นักมังสวิรัติ

นักมังสวิรัติ

                                เมื่อตอนเป็นเด็ก  ผมมักจะได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดถึง  อมนุษย์  ภูต  ผี  ปีศาจ  ซาตาน  เรื่อยไปจนกระทั่งถึงพวกนางฟ้า  เทวดา  พระอินทร์  พระพรหมอยู่เสมอ   แล้วผมก็จินตนาการรูปร่างหน้าตาของพวกเหล่านี้ให้น่าเกลียดน่ากลัว  กระทั่งสวยสดงดงามตามแต่ความดีเลวที่เคยได้ฟังมา พอโตขึ้นผมก็เลิกเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง  แต่พอผมได้พบกับเพื่อนเก่าเมื่อสองสามวันมานี้  ผมก็กลับมาเชื่ออีกครั้งว่ามันมีอยู่จริง  เพียงแต่รูปร่างหน้าตามันไม่ได้เหมือนกับที่เคยจินตนาการไว้เท่านั้น

                                แน่นอนว่าผมต้องขอบคุณเพื่อนเก่าที่ทำให้ผมหูตาสว่างขึ้น  แม้จะช้าไปหน่อยก็ตาม

                                “วิรัติ” เป็นเพื่อนเล่นเพื่อนเรียนกับผมมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม  เป็นคนมีน้ำใจ ร่าเริง  พูดคล่อง  และเป็นจ่าฝูงในหมู่พวกเรา พอจบชั้นมัธยมแล้วเขาก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ  ส่วนผมนั้นเป็นคนพื้น ๆ  นิสัยก็พื้น ๆ ยิ่งคุณภาพสมองด้วยแล้วยิ่ง “ติดพื้น”  ลงไปอีก  ดังนั้นผมจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้  แม้ว่าจะเลือกที่มันอยู่ไกลปลายแถวแล้วก็ตาม  ครั้นจะไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนเล่า พ่อแม่ก็ยากจน  พอๆ กับรายได้ถัวเฉลี่ยของประชาชาตินั่นแหละ  ทางเลือกที่มีให้ “คนพื้นๆ” อย่างผม  ก็คือ  มหาวิทยาลัยเปิด

                                วิรัติ  จบหลักสูตรมหาวิทยาลัยภายในสี่ปี  แต่ผม – จนวันนี้อายุสามสิบเจ็ดแล้วก็ยังไม่จบ  และเลิกเรียนไปนานแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียน โดยเฉพาะ        “ ไอ้ทุย ”  เพื่อนรักของผม ของวิรัติ  และอีกหลายคน 

                                “ ไอ้ทุย ”  ไม่ใช่ชื่อจริงของมัน เป็นชื่อเล่นที่เราเรียกตามบุคลิก คือ ตัวดำ ล่ำสัน และเชื่องช้า ทำอะไรไม่ทันเพื่อน แต่เขาเป็นคนน่ารัก เพราะไม่เคยถือโกรธใคร  ใครจะด่า  ใครจะอำ  หรือใครจะแกล้งเจ็บ ๆ เพื่อความบันเทิงเขาก็จะยิ้มอยู่เสมอ  ดังนั้นเขาจึงเป็นเพื่อนกับทุกคนได้อย่างเสมอหน้า

“ ไอ้ทุย ”  จบชั้นมัธยมต้นปีสุดท้ายช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นทุกคนอยู่หนึ่งปี  เพราะคุณภาพสมองของมันระดับ “ไอ้ทุย” จริง ๆ และก็ไม่ได้เรียนต่อ  หากแต่ไปทำงานในโรงงานฆ่าสัตว์ที่จังหวัดปทุมธานี   จากนั้นข่าวคราวของมันก็ค่อยห่างหายไป

แต่กับวิรัตินั้น  ผมพบกับเขาอยู่บ่อย ๆ  จนกระทั่งเขาจบปริญญาตรีแล้วไปเรียนต่อเมืองนอก  เราจึงใช้วิธีเขียนจดหมายติดต่อกัน  ตอนแรก ๆ ก็ถี่หน่อย  พอหนึ่งปีผ่านไป  ผมรู้สึกว่าเขาไม่อยากจะเขียนจดหมายมาหาผมอีกแล้ว  ผมก็เลยไม่เขียนไปอีก

ช่วงที่วิรัติไปเรียนอยู่เมืองนอกนั้น  ผมตะลอนไปทั่วแทบจะทุกหัวระแหงของแผ่นดินไทย  เพื่อแสวงหาอะไรก็ไม่รู้  รู้แต่ว่าอยู่ติดที่แล้วมันทุรนทุราย

ห้าปีต่อมาผมจึงได้พบกับ “ไอ้ทุย”  อีกครั้ง คราวนี้มันมีลูกถึงหกคน  เรียงขนาดกันเหมือนหวีกล้วย  และไล่ๆ กันนั้น ผมได้ข่าวว่าวิรัติจบปริญญาเอกกลับมาเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองไทย  ผมเคยพบกับเขาสองครั้ง  ครั้งแรกรู้สึกอบอุ่นดี  แต่พอครั้งสองผมรู้สึกว่าบรรยากาศและรสชาติของความเป็นเพื่อนมันแห้งแล้งเหลือเกิน  ผมไม่อยากคิดอะไรมาก  บางทีวัยเด็กมันอาจจะเหือดหายไปจากตัวเราหมดแล้ว  ยิ่งมีภาระหน้าที่มากขึ้นก็ย่อมไม่มีเวลาจะมานึกถึงความหลัง  หรือสนุกสนาน  ร่าเริงเหมือนเก่าได้  ผมเลยไม่ไปหาเขาอีก

เขามีชีวิตตามวิถีของเขา  ผมก็มีของผม  เขาเป็นครูบาอาจารย์  เป็นนักวิชาการ  ระดับนำของประเทศ  ผมเองเป็นแค่นักเขียนกระจอกงอกง่อยคนหนึ่ง  ซึ่งหาเกียรติยศอะไรไม่ได้  รายได้ก็แทบ     ไม่พอยาไส้  แถมอาชีพรองยิ่งต่ำต้อยน่าละอายมากขึ้นอีก – ก็ช่วยซักผ้า ทำความสะอาดบ้านให้หมอนวดนางหนึ่ง   แลกกับค่าเตียงที่เธอแบ่งให้นอนนั่นแหละ

กับเพื่อนรักทุกคน  แม้จะไมได้พบปะกัน  แต่ผมก็มักจะนึกถึงเสมอ  อยากพบอยากเจอ  อยากพูดคุยด้วย  แต่ก็ไม่กล้าจะไปรบกวนใคร  เพราะไม่อยากเสียความรู้สึกกลับมานอนสะท้อนใจ ผมเลยไม่ได้ข่าวคราวใครอีก

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน  ผมก็ได้พบกับ “ ไอ้ทุย ” อีกครั้ง  เราพบกันอย่างบังเอิญที่ป้ายรถเมล์ตอนเย็น  ผมจำมันไม่ได้เลย  เพราะร่างกายมันโทรมผิดหูผิดตา  จากไอ้ทุยตัวล่ำบึก  กลายเป็นไอ้ทุยผอมโซในทุ่งหญ้าหน้าแล้ง  ซ้ำดูเหมือนจะเป็นโรคปอดเสียด้วยซ้ำ  เพราะมันไอแค่ก ๆ อยู่บ่อย ๆ ผิวพรรณก็เหลืองซีดเหมือนไม่มีเลือด  มันทักผมอย่างไม่แน่ใจนัก  พอเราต่างรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่ากันก็ดีอกดีใจ  แต่ความดีใจของมันนั้นผ่านมาวูบเดียวที่แววตา  จากนั้นก็มีแต่ความหม่นหมองเคร่งเครียด  มันจับมือผมบีบแน่น  ความอบอุ่นจากใจของมันแผ่ซ่านมาสู่มือผม  ทำให้ผมรู้ว่าความเป็นเพื่อนของเรายังไม่เปลี่ยนไป  ผมชวนมันหาข้าวกินเพื่อจะได้คุยกันสักพัก  แต่มันบอกว่าต้องรีบกลับบ้านเพราะลูกชายคนเล็กไม่สบายมาหลายวันแล้ว  วันหลังค่อยพบกัน  แล้วมันก็ถามถึงที่ทำงานของผม  ผมบอกว่าไม่มีที่ทำงานหรอก  ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย  ถ้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ  ก็อยู่กับหมอนวดที่อพาร์ตเมนต์ในซอยรางน้ำ  แถวซอยอนุสาวรีย์ฯ 

“แต่มึงไม่ต้องไปหากูหรอก ให้กูไปหามึงดีกว่า”

แล้วผมก็ถามถึงที่ทำงานของมันว่ายังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า  มันบอกว่าเดี๋ยวนี้มาทำอยู่ที่โรงพิมพ์แถวฝั่งธนฯ  เป็นโรงพิมพ์ใหญ่มาก ผมทึ่งที่เส้นทางอาชีพของมันกับของผมวนกลับมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน  แต่นั่นก็ยังน้อยไปเมื่อรู้ว่าเจ้าของโรงพิมพ์คือ “วิรัติ”

ความจริงผมรู้ข่าววิรัติมานานเกือบสองปีแล้วตามหน้าหนังสือพิมพ์  แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นเขา  ได้แต่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าหน้าตาละม้ายกับวิรัติมาก  เพราะเขาเปลี่ยนนามสกุลจาก “ชนพยัคฆ์” เป็น“อริยมรรค”  

เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ตามหนังสือพิมพ์อยู่เนือง ๆ  จนกระทั่งมาช่วงปีนี้ชื่อเขาปรากฏถี่ขึ้น  เพราะเข้ามามีบทบาทในเรื่องการเมืองระดับนำ

เขาเป็นรองประธาน “องค์กรพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย”

เป็น “ นายกสมาคมนักมังสวิรัติ ”

เป็น “ กรรมการชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ”

แค่ได้พบเพื่อนเก่าอย่าง “ ไอ้ทุย ” ผมก็ดีใจพออยู่แล้ว  ยิ่งรู้ว่ามันทำงานอยู่กับวิรัติเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งผมก็ยิ่งปรีดามากขึ้นอีก  ก่อนจากกัน ผมจึงนัดแนะว่าวันรุ่งขึ้นผมจะไปหามันกับวิรัติที่โรงพิมพ์

“กินข้าวระลึกถึงความหลังด้วยกันสักมื้อ….”  น้ำเสียงผมลิงโลด

แต่ไอ้ทุยกลับไม่แสดงอาการรู้สึกรู้สาอะไรสักนิด  หน้าตาท่าทางหมองคล้ำกรำเศร้า  เหมือนแบกโลกไว้คนเดียว  ผมไม่ซักไซ้  เพราะเห็นสังขารอันทรุดโทรมของมันแล้วก็พอจะเข้าใจ

“ พรุ่งนี้เจอกัน ”  ผมตบแขนมันทีหนึ่งแล้วก้าวเข้าหารถเมล์ที่เข้ามาจอด

สายวันรุ่งขึ้น  ผมโทรศัพท์ถึงวิรัติทันที

สัญญาณเรียกทอดยาวอยู่สองครั้ง  เสียงหวานหยดย้อยของหญิงสาวก็ทักทายขึ้น  ผมบอกไปว่าขอพูดกับวิรัติ  เธอถามมาว่า “ใครจะเรียนสายคะ?”

ผมรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนผมยิ่งใหญ่ไม่เบา  มีเลขานุการิณี  แถมยังต้องใช้คำว่า “เรียนสาย” เสียด้วย

ผมตื่นเต้นมากที่จะได้พบเพื่อนเก่า  และอยากให้เขาตื่นเต้นตามผมไปด้วย  จึงไม่บอกชื่อ  เพียงแต่บอกไปว่าเพื่อนเก่าโทร. มา

“ ท่านไม่รับสายคนที่ไม่บอกชื่อ ” น้ำเสียงหล่อนไม่ค่อยพอใจ

ผมจำใจต้องบอกไปว่า “ไมค์ครับ – นามเดิมเมื่ออยู่บ้านนอกคือไม้”

เธอบอกให้ผมรอสักครู่ – สักครู่ของเธอคือสามนาที

น้ำเสียงของวิรัติดีใจที่รู้ว่าเป็นผม “มีอะไรให้ช่วยหรือ?”

“ไม่มีอะไรให้ช่วยหรอก  เพียงแต่คิดถึงนาย  อยากมากินข้าวกันสักแบน”

เขาเงียบเหมือนกำลังใช้เวลาตัดสินใจ “พรุ่งนี้เที่ยงเจอกันที่โรงพิมพ์นี่แล้วกัน”

“วันนี้ไม่ได้รึไง อยากคุยด้วยจริงๆ นะโว้ย”

เขาเงียบไปอีก

“ ได้ เที่ยงตรงนะ  บ่ายผมมีธุระ ”

“เออ…ไม่รบกวนเวลานายหรอกน่า  รบกวนแต่ข้าวมื้อเดียวแหละ”

“ แล้วเจอกัน”  เขาสรุปแล้ววางหูโทรศัพท์

ผมไปถึง “ โรงพิมพ์อริยมรรค”  ก่อนเที่ยงสิบนาที  ผมรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงเหมือนมดปลวก  เมื่อมองตึกทรงโรมันสูงหกชั้น  กว้างพอๆกับตึกแถวสิบห้อง  ตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่าห้าไร่  มียามแต่งเครื่องแบบสีน้ำตาลสองคนท่าทางน่าเกรงขามยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ผมขออนุญาตเข้าพบ “ ท่านผู้จัดการ”  เขาถามประวัติเล็กน้อยว่ามาจากไหน  แล้วก็หยิบบัตร “VISITOR” ให้ผมกลัดติดกับกระเป๋าเสื้อ  บอกว่าท่านผู้จัดการอยู่ชั้นสอง  ไม่ต้องขึ้นลิฟต์ เดินขึ้นบันไดไปเลย

                                ขณะที่ผมก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนนั้นใจก็อดหวั่นๆ เหมือนกำลังเดินขึ้นไปเผชิญหน้ากับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า  ไม่ใช่ขึ้นไปหาเพื่อนรักเพื่อนใคร่  ยิ่งเข้าไปในห้องของเพื่อนก็ยิ่งอึดอัดและรู้สึกแปลกแยกมากขึ้นอีกจนอยากจะถอยหลังกลับ  เพราะห้องทำงานของเขาตกแต่งไว้หรูหราน่านับถือมาก  วัสดุ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนคัดสรรเอาแต่คุณภาพชั้นเยี่ยม  ตั้งแต่โต๊ะ “ ท่านผู้จัดการ” ชุดรับแขก  ตู้เอกสาร  ชั้นวางหนังสือ  และตู้โชว์  รวมทั้งเครื่องลายครามหลากหลายขนาดและรูปทรงนั้นด้วย  ผมรู้สึกแย่จนเหงื่อซึมเมื่อเห็นรูปถ่าย “เจ้าใหญ่นายโต”  ทั้งหลายที่ผนังห้อง  มีทั้งทหาร  ตำรวจ  ข้าราชการ และนักการเมือง  ผมรู้สึกเหมือนว่าได้หลงเข้ามาในโลกแห่งอำนาจที่คนเล็กๆ อย่างผมไม่มีวันจะปรับตัวปรับใจให้เข้ากับมันได้  สิ่งเดียวที่ทำให้ผมยืนตรึงอยู่กับที่ได้  หลังจากประตูมันปิดไปเองแล้ว  ก็คือ “สำนึกของความเป็นเพื่อน” ที่มีต่อเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้

                                วิรัติเงยหน้าจากเอกสารบนโต๊ะ  ยิ้มอย่างมีไมตรีพร้อมกับลุกยืน  “อ้าว! มานั่งนี่ซิ”  เขาก้าวออกจากโต๊ะตรงมาหาผม  ร่างท้วมในสูทสีน้ำเงินเข้มดูมีพลังอำนาจและบารมี  มันข่มผมเสียจนตัวแฟบ  ผิวพรรณเขาสะอาดสะอ้านเนียนนวลเหมือนอาบน้ำนม  ดวงตาครุ่นคิดลึกลับ  แต่ก็ฉายประกายสดใส  หน้าอูมกลม หวีผมเรียบแปล้ ดูมีราศีและบารมี  ผมรู้สึกว่าตัวเองมาผิดที่ผิดทาง เพราะแต่งกายด้วยกางเกงยืน  เสื้อเชิ้ตแขนสั้นปล่อยชาย  สวมรองเท้าผ้าใบ  ผมเผ้าหนวดเคราก็รกครึ้ม  ซ้ำสังขารก็กล้องแกล้งแรงน้อยเหมือนเป็นโรคขาดอาหารเสียอีก  เขาตบไหล่ผมเบาๆ   อย่างไม่ถือสาต่อสารรูปของผม  แล้วดึงแขนพาไปนั่งที่ชุดรับแขก 

“นายนี่เหมือนภูตผีปีศาจจริงๆ  ผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็หายไปดื้อๆ แล้วเป็นไง ลูกเมียทางบ้านสบายดีไหม?”

                                ผมค่อยรู้สึกผ่อนคลายลง  เมื่อได้รับการต้อนรับจากเพื่อนเก่าอย่างดี  แม้จะดูเป็นพิธีรีตองไปหน่อยก็ตาม

                                “ลูกเมียทางบ้านยังไม่มีหรอก ตัวเองก็จะเอาไม่รอด มีแต่ผู้อุปถัมภ์…”

                ผมตอบคำถามเขาคร่าวๆตามความเป็นจริง  แล้วย้อนถามเขาบ้างตามประสาคนที่นานๆ   จะได้พบกันสักครั้งหนึ่ง

                                เขาบอกว่าได้ลาออกจากราชการมาสามปีกว่าแล้ว  ตอนนี้เป็นแต่อาจารย์พิเศษเท่านั้น  เพราะเขามีกิจการของตัวเองจะต้องดูแล  มีทั้งโรงพิมพ์  โรงไสกาว  นิตยสารและวารสารอีกหลายเล่ม  ซึ่งกิจการทั้งหมดนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาปีกว่าแล้ว  นอกจากนี้  ก็ยังมีการซื้อขายที่ดินกับกิจการสนามกอล์ฟขนาดยี่สิบแปดหลุม  เป็นงานอดิเรกอีกด้วย

                                ผมถามเขาว่าทำไมถึงร่ำรวยมากมายขนาดนี้  เขาหัวเราะภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง  แล้วออกตัวว่าแค่นี้จะเรียกว่ารวยได้ยังไง  คนอื่นเขามีหลักทรัพย์กันเป็นหมื่นๆ  แสนๆ  ล้าน  ส่วนเขามีแค่หกพันกว่าล้านบาทเอง  จากนั้นเขาก็เล่าชีวิตการต่อสู้ในแวดวงธุรกิจและการเมืองจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง  ซึ่งเขาสรุปเอาว่า “ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก” 

                                ส่วนผมก็เล่าถึงชีวิตระหกระเหินจนวันนี้ก็ยังหาหลักแหล่งให้ตัวเองไม่ได้  ที่ดินเท่าปลักควายก็ยังไม่มี  เขาสั่งสอนผมว่า  เขียนหนังสือจะไปพอยาไส้อะไร  ควรจะหางานหาการทำให้เป็นเรื่อง  อายุวัยกลางคนแล้ว  จะมาทำหนังสือกับเขาหรือเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดหาสมาชิกสนามกอล์ฟที่จะเปิดใหม่ร่วมกับ “ท่านหัวหน้าพรรค” การเมืองที่เขาสังกัดอยู่ก็ได้

                                “ผมยินดีช่วยทุกอย่าง  มันเป็นสำนึกของผม”  น้ำเสียงเขาจริงใจมาก  “แม้แต่ไอ้ทุยผมก็ช่วยมัน ทั้งที่ขณะนี้มันทำงานได้ไม่เต็มที่นัก”

                                เราคุยกันอยู่สักครึ่งชั่วโมง “แม่บ้าน”  ประจำสำนักงานก็เข้ามารายงานว่า  เตรียมอาหารเสร็จแล้ว เขาเชิญผมเข้าไปในอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องอาหารส่วนตัวของเขา  บนโต๊ะมีอาหารไม่ต่ำกว่าห้าอย่าง  จัดวางไว้อย่างเรียบร้อยสวยงาม  มีปลาเป็นตัว มีเนื้อหมู เนื้อไก่ชิ้นโต ๆ ซึ่งอยู่ในรูปของสเต็กและแกงจืด รวมทั้งเต้าหู้และผักสด

                                “นายเป็นนายกชมรมมังสวิรัตไม่ใช่หรือ?”

                                “ใช่” เขามองผมอย่างแปลกใจ  “มีอะไรข้องใจหรือ?” เขาเลื่อนจานกับช้อน และมีดให้ผม โดยไม่จำเป็น

                                “เปล่า เห็นกับข้าวมีแต่พวกเนื้อ…” 

                                เขาส่ายหน้ายิ้มๆ ในความไร้เดียงสาของผม  พร้อมกับใช้มีดตัดชิ้นเนื้อสัตว์ให้ดู “มันเป็นเต้าหู้ แต่ทำเป็นรูปเนื้อสัตว์”

                                คราวนี้ผมมองเขาอย่างแปลกใจ – แปลกใจที่เขาเป็นพวกมังสวิรัติ  แล้วทำไมยังจะติดเสพรูปสัตว์อีก  แต่ผมก็ไม่ถามให้เขาอึดอัดใจ

                                “แล้วไอ้ทุยล่ะ?”

                                “มันเอาข้าวมากินเอง  กินกับพวกคนงานข้างล่างนั่น….”

                                “ทำไมไม่เรียกมากินด้วยกันสักมื้อ นานแสนนานจะได้พบกันสักครั้ง…”

                                “มันเป็นคนงาน ” เขาเริ่มตักอาหารที่เป็นรูปสตูลิ้นวัว “ขึ้นมากินด้วยกันที่นี่พวกคนงานเห็นเข้าจะหาว่าเราเลือกที่รักมักที่ชัง แล้วก็จะเสียการปกครอง…”

                                ผมชะงักมือที่จะตักอาหาร  รู้สึกตื้อๆในอก  มองหน้าเขาแล้วบอกว่า “ไอ้ทุยมันเป็นเพื่อนเรา….นานทีปีหนไม่น่าจะมีปัญหาขนาดนั้น” น้ำเสียงผมจริงจัง

                                เขาสาธยายเรื่องการปกครองว่ามันมีทั้งศาสตร์และศิลป์  แต่ผมกลับยิ่งรู้สึกตัวว่าลอยห่างออกไปจากเขาทุกที  จนไม่รู้เรื่องที่เขาพูด  จับความได้ตอนท้าย ๆ ว่า “ถึงเรียกให้ขึ้นมา  มันก็ไม่ขึ้น”

                                ผมไม่อยากเป็นคนแปลกหน้ากับเขาจึงเปลี่ยนเรื่องพูด  แต่ก็อดจะถามในสิ่งที่ผมคิดเยาะๆ เขาอยู่ไม่ได้

                                “เป็นไงมาไงถึงมากินมังสวิรัติ?”

                                ดูเขาสบายใจและผ่อนคลายเมื่อเราลืมเพื่อนอีกคนไปเสียได้  “คืองี้…”  เขาขยับตัวตรง  พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ  “แรกทีเดียวเมื่อสามสี่ปีก่อน ผมขับรถตามหลังรถสิบล้อที่บรรทุกวัวควายแถวอยุธยา  เห็นมันยืนเบียดกันน้ำตาไหลพราก  เหมือนจะรู้ตัวว่าจะต้องไปถูกมนุษย์ฆ่าเป็นอาหาร  บางตัวก็ทรุดลงกับพื้นให้ตัวอื่นเหยียบเพราะมันทนยืนไม่ไหว พวกนี้มาไกลทั้งนั้น  บางทีก็ตาย  ผมเห็นบ่อย  เพราะเดินทางเส้นนั้นประจำ  มีอยู่ครั้งหนึ่งรถมันบรรทุกวัวมามาก  เบียดกันแน่น  ไอ้ตัวสุดท้ายแทบไม่มีที่จะยืน ตีนมันไพล่ตกลงมาท้ายกระบะอยู่เรื่อยๆ  หนักๆเข้ามันก็ดิ้น  พอดิ้นรถมันก็แกว่งเสียการทรงตัว  คนขับมันโมโห  จอดรถข้างทาง  ผมก็จอดรถเพื่อดูว่าคนขับจะทำอย่างไร แต่ก็คิดว่ามันจะจัดการอะไรให้ดีขึ้น แต่ผิดคาด  มันกลับถือไม้หน้าสามยาวสักเมตรหนึ่ง เดินอ้าวๆ มาท้ายรถแล้วปีนขึ้นไป  หวดไม้เป้งๆ  เข้าที่หัววัวตัวนั้น  มันหวดเสียหัววัวยับเยิน  ตาถลนจนทรุดลงไป  ผมสงสารมันจับใจ  บอกตัวเองว่าจะไม่กินเนื้ออีกต่อไปแล้ว  เขาก็ชีวิต  เราก็ชีวิต  ทำไมจะต้องไปกินเลือดกินเนื้อเขาด้วย  จากนั้นมาผมก็กินแต่ผัก”

                                เขาตักเต้าหู้ในรูปสเต็กปลาใส่ปาก  แล้วชี้ชวนให้ผมลงมือกิน

                                “ลุยเลย อร่อยมาก”

                                ผมตักขึ้นมาอย่างแกนๆ  สิ่งที่เขาเล่ามานั้นทำให้ผมเห็นภาพ  เลยยิ่งไม่อยากกินมากขึ้นอีก

                                เขากลืนแล้วก็พูดต่อ “กินเนื้อสัตว์น่ะทำให้เราเป็นโรคได้สารพัดชนิด ตั้งแต่โรคเก๊าท์จนถึงมะเร็ง  เพราะในสัตว์นั้นมันมีสารพิษอยู่ด้วย  โดยเฉพาะในสัตว์ใหญ่ที่เรานำมันมาฆ่า สัตว์พวกนี้มันมีสัญชาตญาณกลัวตาย  ตอนที่มันกลัวเราจะฆ่ามันนั้น  ร่างกายของมันจะผลิตสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเพื่อต่อต้านกับความตาย  พอคนเรากินเนื้อมันเข้าไป  สารพิษนี้ก็จะอยู่ในร่างกายเรา  ทำให้เราเจ็บป่วยเป็นโรคสารพัด  และอายุสั้น  ส่วนผักนี่ไม่มีสารพิษอะไร นอกจากพวกสารจาก ดี.ดี.ที. แต่ผักที่ผมนำมาปรุงอาหารนี้เขาปลูกอย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่ใส่ปุ๋ย  ไม่ใช้สารเคมี  ราคาแพงหน่อยแต่ก็ปลอดภัยแก่ชีวิต”

                                เขาตักอาหารกินไปอีกสองคำ  ขณะที่ผมตักได้คำหนึ่งและกินไปอย่างแกนๆ ไร้รสชาติ  สิ้นดี

                                “ผักนี่ยิ่งกินมากก็ยิ่งดี  มันช่วยขับสารพิษที่สะสมออกจากร่างกายเรา  แล้วเซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่ก็สะอาด  เมื่อเซลล์เราสะอาดจิตใจเราก็สะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย นี่เรื่องจริงเลย…”

                                เขาเน้นเสียง  แต่ก็ทำท่าเหมือนไม่จริงจังด้วยการตักอาหารต่อ  ผมรู้ว่าเขากำลังจะบอกผมว่า  เขาเป็นคนจิตใจสะอาดบริสุทธิ์  และเมื่อเขาเป็นเช่นนี้  ผมก็ไม่ควรจะรักใคร่เขาแบบเพื่อนเท่านั้น  แต่ควรจะยกย่องเทิดทูนเขาไว้เหนือกว่าผมด้วย ใจหนึ่งผมรู้สึกไม่พอใจ  แต่อีกใจหนึ่งกลับสำนึกว่าตัวเองไร้ค่าน่าละอายเหมือนเป็นคนอีกวรรณะหนึ่ง  ซึ่งกินได้แม้กระทั่งเนื้อสัตว์

                                ผมไม่ทันจะเอ่ยคำเพื่อแก้ตัวใดๆ  เขาก็สำทับขึ้นเหมือนกลัวว่าผมจะไม่ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ผู้เลอเลิศของเขา

                                “พวกนักมังสวิรัตนั้นจิตใจสะอาดบริสุทธิ์มาก  ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่เหมือนคนธรรมดาที่กินเนื้อสัตว์  พวกนี้เป็นเทพในร่างของมนุษย์” 

                                “ผมเข้าใจ…”  ผมยิ่งรู้สึกว่าเราห่างไกลกันลิบโลก  จนเขากลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว

                                “คุณน่าจะเปลี่ยนมากินมังสวิรัตนะ  มันทำให้ดีขึ้นทุกด้านทีเดียว”

                                ผมรวบช้อนอย่างมีมารยาท เพราะรู้สึกว่าคอตีบตันจนกลืนอาหารไม่ลง  พร้อมกับพยายามพูดอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองไม่แย่ลงอีก  แต่เสียงผมก็แหบพร่า 

                                “ผมเชื่อ…ว่ามันดีขึ้น…ทุกด้าน เพราะคุณพิสูจน์ให้เห็นแล้ว…”   ผมเปลี่ยนสรรพนามอย่างไม่ตั้งใจเลยจริงๆ

แต่เขาไม่ได้สนใจผมหรอก

                                “กาแฟไหม?”  เขามองหน้าผมด้วยสายตาคำถาม

                                “ขอบคุณ..ผมอิ่มแล้ว”  ผมไม่มองหน้าเขา  แต่มองบรรดาอาหารมังสวิรัต ที่พร่องไปไม่ถึงครึ่ง

                                “ผลไม้หรือไอศกรีมก็มีนะ  นานๆ มาที กินเสียให้อิ่ม”

                                ผมเกือบจะโพล่งออกไปแล้วว่า  ผมไม่ได้ตั้งใจมากิน  ผมตั้งใจมาหา “เพื่อน”

                                “ไม่ละครับ ผมขออนุญาตลงไปหาเพื่อนข้างล่างได้ไหม?”

                                เขามองหน้าผม  ดูเหมือนเขาไม่เข้าใจอะไรเลย  “ตามสบาย”  เขาลุกยืนก่อนผมเสียอีกจากนั้นก็เข้ามาโอบไหล่ผม “ตามสบายนะ ผมเองก็มีงานรออีกหลายอย่าง”

                                พูดจบเขาก็หันไปสั่งกาแฟกับแม่บ้านประจำสำนักงาน

                                ผมลงไปชั้นล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นพิมพ์ชุดใหญ่ยาวเหยียด  พบไอ้ทุยนั่งพิงกองกระดาษขนาดมหึมากำลังดูดโอเลี้ยงในถุงอยู่พอดี  ผมมองหน้ามัน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี  เลยนั่งลงคู่กับมัน

                                “ทำไมไม่ขึ้นไปกินข้าวด้วยกันล่ะ?”  ผมถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดี

                                “กูกินเนื้อ  จะไปกินกับเขาได้ยังไง?”

                                “จะเป็นไรไป  มื้อครึ่งมื้อ กูยังกินได้เลย”

                                “กูไม่ได้หมายถึงว่ากูกินผักไม่ได้ เลยไม่กินร่วมกับเขา แต่เพราะกูกินเนื้อสัตว์ กลัวเขาจะรังเกียจคนกินเนื้ออย่างกู”

                                ผมพยักหน้าเข้าใจ

                                “แต่ถึงกูกินผักอย่างเดียว ก็ไม่ควรจะไปกินร่วมโต๊ะกับเขา..กูไม่ได้พูดด้วยความน้อยใจนะ แต่กูเข้าใจเขา มันต้องเป็นอย่างนี้”

                                ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ

                                “แล้วเป็นไง  อร่อยไหมล่ะ?”  มันถามเสียงธรรมดาและเหมือนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่โต๊ะอาหาร

                                ผมไม่ตอบมันเหมือนกัน  แต่กลับถามด้วยเสียงจริงจังว่า   “เดี๋ยวนี้มึงสนิทกับเขาหรือเปล่า?”

                                มันดูดโอเลี้ยง  “ไม่”

                                “ทำไมล่ะ? เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก”

                                “มึงเองก็รู้อยู่เต็มอก”

                                “มันต่างกัน  มึงอยู่กับเขามาตลอด แต่กูนานๆ มาที ก็อาจจะมีความรู้สึกห่างเหินอยู่บ้าง”

                                “ยิ่งอยู่กันนานก็ยิ่งห่างเหิน”

                                “ไม่มีความเป็นเพื่อนกันอยู่เลยหรือ?”

                                มันหันมามองหน้าผม “เขามันคนละชั้นกับเรา…กับกู…กูมันคนบาป  เคยทำงานในโรงฆ่าสัตว์มาหลายปี  ฆ่าหมู  ฆ่าวัว  มานับไม่ถ้วน  เลิกมาได้ก็เพราะมาพบเขาโดยบังเอิญ  แล้วก็ด้วยความกรุณาของเขานั่นแหละถึงได้มาทำงานที่นี่  เขามันเป็นคนชั้นเทพ ส่วนกูมันพวกผีเปรตบาปหนา  กระหายเลือดกระหายเนื้อ…เห็นมั้ย…”  เขายกมือซ้ายที่มีแค่ฝ่ามือครึ่งเดียวให้ดู  ผมตกใจด้วยคาดไม่ถึง  เมื่อวานเจอกันไม่ทันสังเกต  เพราะมัวแต่ดีอกดีใจ  “นี่น่ะเป็นผลกรรมของคนบาป  เวรกรรมมันตามทัน…”

                                “เกิดอะไรขึ้นวะ  ถึงเป็นยังงี้?”  เขาพูดเหมือนไม่ทุกข์ร้อน  “ก็ตัดกระดาษ…มันเลยตัดเอามือที่เคยแทงวัวแทงควายไปเสียด้วย  เวรกรรมมันตามทันตาเห็นจริงๆ”

                                “ไปทำยังไงเข้า  มันถึงตัดเอาได้?”  ผมสนใจมือของเขามากกว่าเรื่องเวรกรรม

                                “งานมันเร่ง  โหมทำทั้งกลางวันกลางคืน ไมได้หลับไม่ได้นอนสามวันสามคืนติดต่อกัน  มันเลยมึนงงไปหมด มือหนึ่งกดสวิตช์อีกมือจัดกระดาษ  แล้วลืมเอาออกให้พ้นใบมืด”

                                มันพยักหน้าไปทางเครื่องตัดกระดาษ  เห็นแผ่นเหล็กที่เรียกว่าใบมีดนั้นยาวกว่าเมตรหนาและคมกริบน่ากลัว

                                ผมลอบถอนใจ

                                “เขายังดี  ช่วยค่ารักษาพยาบาล แล้วก็ให้ทำงานต่อ”

                                “เขาให้มึงทำอะไร?”

                                “ก็ทุกอย่างที่คนมือเดียวจะทำได้  แต่งานหลักก็คือคอยคุมเด็กไสกาวไม่ให้มันอู้งาน”

                                เสียงออดดังขึ้น  ตามด้วยไฟฟ้าสว่างพรึบพรั่บ  บอกให้รู้ว่าเวลางานช่วงบ่ายเริ่มแล้ว  ไอ้ทุยลุกยืน “กูจะเข้าไปดูเด็กแล้ว…”

                                “ไปด้วยได้ไหมวะ?”  ผมอยากเห็นมันทำงาน “เดี๋ยวเดียวเอง”

                                มันก้าวออกมาจากใต้ถุนชั้นลอย  แล้วมองขึ้นไปชั้นสอง  ผมมองตามมันบ้าง  เห็นวิรัติยืนอยู่ใกล้กับผนังกระจกทอดสายตามองดูคนงานของเขาอย่างสำรวจตรวจตรา

                                “เขาไม่ให้ใครเข้าไป”  มันกระซิบ  ท่าทางกลัววิรัติมากอยู่

                                 “ไปเหอะ กูไม่มาอีกแล้ว” 

                                ผมทำเดินไม่รู้ไม่ชี้ตามไอ้ทุยผ่านแถวแท่นพิมพ์ลึกเข้าไปข้างใน  มันเปิดบานประตูเหล็กใหญ่ออก  พลันผมก็ได้ยินเสียงแกร๊กๆ ดังเสียดหูออกมา  ผมก้าวเข้าไปก่อน  ตามด้วยไอ้ทุย  ผมยืนงงขณะที่ไอ้ทุยดึงบานประตูเหล็กปิดเหมือนกลัวภูตผีจะเล็ดลอดตามเข้ามาด้วย  ผมยืนจ้องภาพที่อยู่เบื้องหน้าอยู่อึดใจเต็มๆ  เพราะต้องปรับสายตาให้เข้ากับแสงขุ่นมัวที่ผ่านกระเบื้องใสลงมา และฝุ่นกระดาษที่คละคลุ้งไปทั้งห้อง  เสียงเครื่องไสกาวไม่ต่ำกว่าสิบเครื่องกรีดเสียงแกร๊กๆ  เสียดหูระงม  หูผมอื้อ  แสบตา  เหม็นกลิ่นกระดาษกับกลิ่นกาวจนแทบสำลัก  ผมคิดว่านี่มันเป็นนรกชัดๆ  ถ้าผมอยู่สักครึ่งชั่วโมงคงคลุ้มคลั่งหรือไม่ก็หมดสติแน่  ผมไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาเกือบร้อยคนจะทนกันได้เป็นแรมวัน  แรมเดือน  แรมปี  หรือสิบๆ ปีอย่างนี้ได้  และที่ไม่อยากจะเชื่อขึ้นไปอีกก็คือในจำนวนคนเหล่านี้เป็นผู้หญิงทั้งหมด  ซ้ำเป็นผู้ใหญ่ไม่ถึงสิบคน  นอกนั้นเป็นเด็กหญิงอายุสักสิบกว่าขวบทั้งนั้น  แต่ละคนล้วนผอมแกร็นผิวเหลืองซีดเหมือนคนเป็นโรค  ไม่มีใครพูดกันเลย  ทุกคนนั่งประจำบนเก้าอี้ไม้ประจำหัวไสกาว  คอยป้อนกระดาษที่พิมพ์และพับแล้วเข้าเครื่อง  เพื่อให้มันหุ้มปกออกมาเป็นเล่มหนังสือ  คนที่เคลื่อนไหวก็คือ คนที่จะต้องหอบหนังสือที่เข้าปกแล้วไปเข้าแท่นตัดกระดาษ

                                ในแสงขุ่นมัวนั้นผมไม่เห็นความเป็นชีวิตอยู่เลย  ทุกสิ่งเป็นเพียงเครื่องจักรเก่าโทรมรอเวลาผุพังไปอีกไม่นานนัก

                                “เห็นมั้ย…นี่แหละงานของคนบาป”   ไอ้ทุยพูดแข่งกับเครื่องไสกาว

                                ผมตอบโดยไม่อาจจะละสายตาไปจากเบื้องหน้าได้  “ไม่ใช่” ผมไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจที่ผมพูดหรือเปล่า  ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัน  “ไม่ใช่มึงหรอก ไม่ใช่มึง ไม่ใช่คนพวกนี้”

                                มันยิ้มเศร้า

                                ผมรู้สึกเครียดและหายใจไม่ออกจนจะเป็นลม  มันคงเห็นผมหน้าซีดจึงดึงประตูเหล็กให้แง้มออก  แล้วดันหลังผมออกมา  ประตูเหล็กปิดสนิทดังเดิม  ผมออกมายืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางกลิ่นหมึก  กลิ่นกระดาษและเสียงแท่นพิมพ์ทำงานครึกโครม ผมมองขึ้นไปที่ผนังกระจกชั้นสองซึ่งเป็นชั้นลอย วิรัติยังยืนอยู่ที่นั่น  สีหน้าและสายตาไม่ค่อยพอใจนัก  คงไม่พอใจที่ผมเข้าไปเห็นขุมนรกที่เขาสร้างขึ้นและปกปิดมันไว้

                                ผมโบกมือให้เขา  ก่อนจะก้าวเดินออกไปอย่างไม่ยี่หระต่อสายตาของคนชั้นเทพคู่นั้น

วิมล ไทรนิ่มนวล