นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

บทความ

บ่อนการพนัน บ่อนกาสิโน และระบบเศรษฐกิจกาสิโน

Posted by on Oct 7, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ, บทความ | Comments Off

๑.

 ….พื้นฐานด้านการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และมาถึงฉบับที่ 11 เรามุ่งพัฒนาด้านวัตถุ มุ่งสร้างความร่ำรวย ความเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ในแต่ละปีรายงานซ้ำซากว่ามีการรายความเจริญเติบโตของบ้านเมืองเท่านั้น แต่เราไม่เคยประกาศว่าเราเสียคนเท่าไหร่ นึกถึงแต่วัตถุอย่างเดียวเท่านั้น และไม่เคยมองในแง่สังคมให้มีคุณภาพ ไม่เคยมองคุณธรรม จริยธรรม แต่มองแต่ปัจจัยการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ตนโมโหเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ ที่ใช้ ค.ควาย สะกดคำว่า ค.คน ตนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เอาอักษร ค.คน มาสะกด แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ค.คนเป็นมนุษย์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือแต่ ค.ควาย ซึ่งมันก็จะสะท้อนให้เห็นว่าคนเป็นปัจจัยในการผลิต มันซ้ำซ้อนมิติ การพัฒนาประเทศ เราลอกรูปแบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของฝรั่งมาใช้เลยทำให้ยุ่งมาถึงทุกวันนี้ เพราะไม่เข้ากับวิถีของเราพฤติกรรมแปลกๆ พิลึกๆ เพราะเราออกกฎระเบียบไม่เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทย”

 ๒.   
       ดร.สุเมธกล่าวว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเพราะสังคมเรานับถือความร่ำรวย ความโลภ บริโภคนิยม ความฟุ้งเฟื้อทุนนิยม มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ มีระบบอุปถัมภ์ หรือความนิยมพวกพ้อง การเมืองมีการแข่งขันช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ สิ่งที่ทุกคนจะต้องตระหนักคือวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรปในขณะนี้ ซึ่งทำให้เงินล้นระบบทำให้คนเข้าสู่ระบบการกู้ เช่นที่ผ่านมามีการสนับสนุนให้คนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีหนี้ก้อนใหญ่ แต่เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลจะไปขอให้คนรัดเข็มขัดประชาชนก็จะไม่ยอม เพราะถูกสร้างให้เคยตัวใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว ซึ่งเป็นวัฏจักรที่จะวนมาทุกครั้ง หรือ 12 ปี ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือต่างประเทศ

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล

                                                                                                                (ขโมยจาก..หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับออนไลน์)

          คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ สนับสนุนให้มีบ่อนกาสิโน คุณคำ ผกา ก็สนับสนุน -  ม.ล.ณัฐกร เทวกุล (คุณปลื้ม) คุณชูวัส ฤกษ์สิริสุข ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และใครอีกมากก็สนับสนุนให้มีบ่อนกาสิโน ซึ่งเป็นเสียงของชนชั้นนำในสังคมทั้งนั้น

          (ถ้าสำเร็จ ผมก็ขอให้ผู้เรียกร้องได้หาพื้นที่แถวหน้าบ้านของท่านตั้งเป็นบ่อน-กาสิโนด้วยนะครับ..ลูกหลานของท่านจะได้เรียนรู้…)

          เหตุผลหลักของพวกเขา คือ ควบคุมบ่อนไม่ได้ ดังนั้นจึงควรทำให้มันถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับหวยใต้ดิน และแป๊ะเจี๊ยะการศึกษา เพราะจะได้เงินเข้ารัฐ (หมายความว่า รัฐ จะเป็นเจ้ามือโดยอ้อม)

          ผมเชื่อว่าพวกเขาปรารถนาดี และยอมรับว่าปัญหาอบายมุขนั้น…เราหมดปัญญาแก้ไขที่ต้นเหตุแล้ว!

          (เรื่องอบายมุขนี้ไม่ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการจะว่าอย่างไร? ท่านยึดครองผูกขาดการศึกษามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่นับวันมันกลับแย่ลง จนมาถึงวันนี้ก็อยู่ในระดับวิกฤติแล้ว)

          คุณคำ ผกา นั้น “จัดหนัก” กับสังคมไทยตามสไตล์ของเธอว่า “เป็นสังคมมือถือสาก ปากถือศีล” ที่ไม่ยอมรับความจริงว่า ในประเทศไทยนั้นมีซ่อง มีโสเภณี มีการทำแท้ง มีบ่อนการพนัน และแหล่งอบายมุขอื่นๆ…เพียบ! และผมก็เห็นด้วย แต่เสียดายที่เธอไม่สาวขึ้นไปให้ถึงรากเหง้าของปัญหา…

          ว่าทำไมสังคมไทยจึงเป็นเช่นนั้น? และในกรณีบ่อนการพนันจึงคุมไม่ได้?

          ปัญหาพื้นฐานเรื่องบ่อนการพนันในปัจจุบันก็คือ ไม่มีใครควบคุมดูแลอย่างจริงจังและจริงใจ คนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลก็มุ่งแต่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบ่อนการพนันมากกว่า

          ปัญหาต่อมา ก็คือ ทุกคนถูกกระทำให้มีความคิดว่า “เงิน” สำคัญกว่า “ชีวิต” ดังนั้นอะไรที่ทำเป็นเงินได้ก็ต้องทำ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกกฎหมาย – ผิดหรือถูกศีลธรรม (ศีลธรรมนั้นคือมาตรวัดค่าความเป็นมนุษย์) ดูอย่างเรื่องการค้ายาเสพติด และการรับจ้างฆ่าคนก็ได้..รู้ว่ามีโทษรุนแรงถึงประหารชีวิต แต่คนจำนวนมากก็พร้อมจะเสี่ยง…เพื่อเงิน!

          “เงิน” มีความหมาย – มีความสำคัญยิ่งกว่า “ชีวิต” ก็มีเหตุมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หรือยุคนี้เรียกว่า “ตลาดเสรี” เพราะเงินกลายเป็นพระเจ้าที่จะบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนา

          เมื่อ “เงิน” เป็นพระเจ้าเสียแล้ว เราก็ต้องจ่ายหรือบูชามันด้วยเครื่องเซ่นสังเวยที่แสนแพง…คือ ชีวิตทั้งชีวิตของเราเอง

          แบ่งฝ่ายทำลายล้างกันอยู่ทุกวันนี้ก็เรื่อง “เงิน” (อำนาจและผลประโยชน์นั่นแหละครับ)

          แต่ผมก็เห็นว่าทุกวันนี้ “เราก็มีชีวิตอยู่ในบ่อนกาสิโน และระบบเศรษฐกิจกาสิโนอยู่แล้ว”  เพียงแต่มันใหญ่มากเสียจนเรามองไม่เห็น เพราะมันเป็นบ่อนระดับประเทศ และเป็นเครือข่ายของบ่อนระดับโลกอีกที ดังนั้น จะมีบ่อนการพนัน หรือบ่อนกาสิโนอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ไม่แตกต่างกันนัก

          เราเล่นการพนันอยู่ในบ่อนดังกล่าวนี้อยู่ทุกลมหายใจ มีได้ มีเสีย อยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งทุกตาที่เราเล่น เราก็จะเสีย “ค่าต๋ง” ทุกครั้งไป แต่อาจจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่เราได้มา หรือเสียไป

          บ่อนกาสิโนนี้ คือ “บ่อนทุนนิยม” หรือ “บ่อนตลาดเสรี”…ดูภาพย่อได้จาก “ตลาดหุ้น”  นั่นก็เป็นบ่อนการพนันชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อชิงส่วนต่าง หรือลงทุนในระยะยาว

          ผมขอยกตัวอย่างบ่อนทุนนิยม หรือบ่อนตลาดเสรี หรือเรียกให้เต็มยศก็คือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” ดังนี้ครับ…ถูกผิดแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

ย่อบ่อนระดับโลกและระดับประเทศให้เล็กลง โดยให้อยู่ในบ้านของใครสักคนที่ตั้งบ่อนเล่นไพ่

          สมมุติว่าบ่อนนี้มีคนเล่น ๑๐ คน แต่ละคนมีเงินมาเล่นเฉลี่ยแล้วคนละ ๑๐๐ บาท เจ้าของบ่อนตั้งกติกาว่า ทุกตาที่มีใคร “กิน” หรือชนะจะต้องจ่าย “ค่าต๋ง”  ๕ บาท

          คน ๑๐ คน มีเงินรวมกันทั้งสิ้น ๑,๐๐๐ บาท

          ในจำนวนผู้เล่น ๑๐ คนนั้น ไม่ว่าใครจะได้ ใครจะเสีย เจ้าของบ่อนเก็บค่าต๋งตาละ ๕ บาท เล่นกันได้ ๒๐๐ ตา ทุกคนก็หมดตูด!

          (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่…ทดสอบด้วยการตั้งบ่อนกันเดี๋ยวนี้เลย..ชวนผู้บังคับบัญชาด้วยเน้อ จะได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรีด้วยกัน…)

          เปรียบเทียบกับระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรี ดังนี้ครับ

          “เจ้าของบ่อน” คือ นายทุน

          “เจ้ามือ” คือ พ่อค้าคนกลาง – คือ ผู้รับเหมา – คือ พ่อค้าคนกลาง (อาจจะได้กำไร หรือขาดทุนก็ได้)

          (แต่อย่างบริษัท ซีพี. นั้น คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บอกว่า “ไม่มีพ่อค้าคนกลาง!” จึงตัดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนส่วนนี้ไปได้ ซึ่งก็แน่ละ ก็ท่านทำครบวงจร และมันก็ถูกบวกอยู่ในวงจรที่ครบนั้นแล้ว)

          “ค่าต๋ง” คือ กำไร – คือ ส่วนเกิน -  คือ การกินแรง

          (“มูลค่าส่วนเกิน” หาอ่านดูได้ในเน็ตนี่แหละครับ คนไทยเรียกว่าว่า “การกินแรง” เพราะสมัยปู่ย่าตาทวดของเรา ท่านแลกเปลี่ยนแรงงานกัน เช่น “ลงแขก” (ทำนา) ปลูกบ้าน เป็นต้น สมัยนี้ก็มีให้เห็นดาษดื่น อย่างทำงานเงินเดือนเท่ากัน บางคนทำมาก บางคนทำน้อย ดีไม่ดี ได้ความดีความชอบเสียอีก – กรณีนี้ กรรมาชีพเอาเปรียบผู้จ้าง คือ รัฐ/รัฐบาล ถือเป็นกรณีทั่วไป เช่นเดียวกับการโกงกันในบ่อน)

          “ผู้เล่น” คือ ผู้ขายแรงงาน – คือ ผู้ซื้อสินค้าและบริการ หรือประชาชนตาเหลืองซีด ที่พวกนักเผด็จอำนาจเขาแย่งชิงกันห่วงใยนักหนานี่แหละครับ

          (โดยซื้อผลผลิตที่เกิดจากแรงงานของตน แต่น่าเศร้า คือ ค่าแรงที่ได้มาไม่พอซื้อผลผลิต หรือสินค้าที่ตัวเองได้ทำไป…ยกตัวอย่างเรื่องจริงในโรงงานผลิตกางเกงยีนแห่งหนึ่ง ที่เป็นข่าวมานานมากแล้ว..ผมขอสมมุติตัวเลขเพื่ออธิบายหลักการก็แล้วกันครับ..คือ คนงานสามารถผลิตกางเกงยีนวันละ ๑๐ ตัวต่อคน (รวมเครื่องจักรด้วย) แต่รายได้หรือค่าแรงของเขาในเวลาหนึ่งวันเช่นกัน กลับพอซื้อกางเกงได้ ๒ ตัว ถ้ากางเกงถูกนำออกจำหน่ายจะต้องบวกค่าขนส่ง ค่าโสหุ้ยอื่นๆเข้าไปอีก เขาจะซื้อกางเกงได้ไม่ถึงครึ่งตัว…เงินค่าแรงที่ขาดไป จนไม่สามารถซื้อกางเกงยีนที่ตัวเองทำขึ้นมานั้น นั่นคือ เงินส่วนเกิน หรือเงินจากการกินแรง ซึ่งมันได้ตกไปเป็นของนายบ่อน เจ้ามือ ซึ่งตามความเป็นจริง หลังจากหักค่าต้นทุน ค่าโสหุ้ยและความสามารถของนายบ่อนและเจ้ามือ(โรงงาน + พ่อค้าคนกลาง) แล้วก็คือเงินค่าแรงที่เป็นจริงของคนงาน)

          เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โปรดอ่านเรื่องสั้นของจำลอง ฝั่งชลจิตร ชื่อ “ผ้าทอลายหางกระรอก” นะครับ..สะท้านใจมาก และเห็นภาพชัด – ( เรื่องนี้เรื่องเดียว จำลอง ฝั่งชลจิตร ก็สำแดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องมีงานเขียนมากและเขียนยาวก็ได้)

          กลับมาที่เรื่องบ่อนกาสิโน… “ผู้เล่น” ที่เก่งบวกเฮง และคิดการใหญ่เท่านั้นจึงจะนำเงินพนันที่ได้ไปเป็นทุน “ตั้งบ่อน” ของตัวเอง ถึงตอนนี้เขาก็จะเป็นผู้เก็บ “ค่าต๋ง” บ้าง เก็บได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดบ่อน การบริหาร/จัดการ และลูกค้าของเขา วิธีนี้จึงจะมีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี

          หรือจะเป็น “เป็นเจ้ามือ” ก็ได้  ถ้ามีฝีมือการบริหารและการตลาด หรือมีกลเม็ดกลโกงก็สามารถรวยได้เช่นกัน

          ในประเทศนี้มีบ่อนการพนันมากมาย หลากหลายขนาด หลากหลายชนิดการพนัน และหลากหลายวิธีเล่น…ที่เรียกว่า การค้า ธุรกิจ การลงทุน ฯลฯ ตั้งแม่ค้ากล้วยปิ้ง จนไปถึงนายทุนใหญ่อย่างเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

          คนอย่างเราๆนี่เป็นผู้เล่นครับ หน้าตักมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเงินมาเล่น

          ใครเสียใครได้ก็ต้องพยามยามเล่นต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ ขูดรีดตัวเองบ้าง ให้คนอื่นขูดรีดบ้าง ขูดรีดคนอื่นบ้าง เป็นหนี้บ้าง ล้มละลายบ้าง ฆ่าตัวตายบ้าง ฆ่าคนอื่นบ้าง เรียกรวมๆว่า “อาชญากรรม” ก็แล้วกัน ก็พออยู่กันไปได้ ยกเว้นคนมีฝีมือ ก็จะอยู่ได้อย่างสบายหน่อย

          แต่ทั้งหมดก็เป็นส่วนค้ำยันให้โครงสร้างของระบบทุนกาสิโนเติบโตต่อไปได้ 

          ดังนั้น การทำให้บ่อนการพนันถูกกฎหมายนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หากจะแก้ที่ต้นเหตุต้องแก้ที่ระบบเศรษฐกิจกาสิโนให้เป็น “ระบบเศรษฐกิจดุลยภาพ” หรือ  ”ระบบทุนนิเวศนิยม” ซึ่งไม่ได้คิดกันแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง หรือความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คิดเรื่องจิตใจด้วย ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้เศรษฐกิจ- การเมือง และจิตวิญญาณของคน และโลกธรรมชาติ-ทรัพยากร มีดุลยภาพ

          ถ้าเราจะเลือกระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม/ตลาดเสรี ก็ต้องให้ทั้งหมดข้างต้นนั้นมี “ทุน” ด้วยเช่นกัน โดยเลียนแบบระบบนิเวศ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ

          ไม่ใช่คนคิดเองเออเอง เพราะความคิดของมนุษย์นั้นแปลกแยกจากธรรมชาติ (ทั้งที่เขาเป็นธรรมชาติ และอยู่ในโลกธรรมชาติ) เมื่อมี “ความแปลกแยก” ก็จะมีวิกฤติในทุกด้าน ทุกระบบระบอบที่มนุษย์คิดขึ้น และมันจะจบลงด้วยการทำลายล้างกัน ทั้งมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับโลกธรรมชาติ

          หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เมื่อ “โลกสมมุติ” (ที่เกิดจากความคิดของมนุษย์) แปลกแยกกับ “โลกธรรมชาติ” (ปรมัตถสภาวธรรม) ภัยพิบัตินานาก็จะตามมาไล่ล่าล้างผลาญ…เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกับ “ความแปลกแยก”

          ทั้งหมดนี้คือ เหตุผลที่ผมไม่เอาระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรี ในสภาพที่เป็นอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็น “ทุนเก่า” หรือ “ทุนใหม่” เพราะมันก็คือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” นั่นเอง

          ระบบนี้ไม่มีวันจะแก้ปัญหาความยากจนของคนส่วนมากในประเทศได้ ซ้ำร้ายกลับยิ่งเปิดโอกาสให้คนมี “ทุน” (เจ้าของบ่อน) สะสม “ทุน” (ค่าต๋ง) มากยิ่งขึ้น ขยายกิจการออกไปมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เป็นการผูกขาด กดทับ กีดกันทุนเล็ก ทุนน้อย

          ประการสำคัญมันทำให้ผู้แพ้ในระบบทุนแบบนี้ลืมตาอ้าปากไม่ได้ ช่องว่าระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างขึ้นเรื่อยๆ พูดอีกแบบก็คือ มันเป็น “อนารยะทุน”

          (ผมพูดถึงระบบ ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคลนะครับ)

          หมายเหตุ

          ขออนุญาตอธิบายเสริมประเด็นของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล หน่อยครับ เพื่อให้เข้าใจบทความนี้มากขึ้น…

           ในย่อหน้าสุดท้าย เรื่อง “วัฏจักรของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” (ที่ผมเรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน”) นั้นจะเกิดวิกฤติเป็นรอบของมันทุก ๑๒ ปีโดยประมาณ  เพราะระบบมันเป็นอย่างนั้นเอง เหมือนกับที่ผมยกตัวอย่างในบ่อนการพนัน คือ ผู้เล่นได้บ้างเสียบ้าง แต่เมื่อเล่นไปนานๆก็จะถูกนายบ่อนเก็บค่าต๋งจนหมด (เงินไปอยู่กับนายทุนทั้งหลาย) นั่นคือภาวะเศรษฐกิจเกิดวิกฤติแล้ว คือผู้เล่นไพ่ (คนทั่วไป) ไม่มีเงินเล่นต่อ (หมดเงินจับจ่ายใช้สอย ผลก็คือ สินค้าต่างๆของนายทุนขายไม่ได้) แม้ผู้เล่นจะพยายามไปหาหาเงินใหม่มาเล่น แต่ผู้เล่น (คนทั่วไป) ก็ล้วนตกกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ “หมดตูด” ด้วยกันแทบทั้งนั้น

          รัฐบาลจึงต้องเข้ามามีบทบาท โดยหาวิธีอัดฉีดเงินให้ไปอยู่ในมือ(ผู้เล่น)ของประชาชนทั่วไป อย่างเช่น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐ เพื่อให้มีการจ้างงาน ให้ธนาคารปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจต่างๆ (เพราะธนาคารก็เป็นบ่อนที่มีส่วนเก็บค่าต๋งไปจนผู้เล่นหมดตูด) ได้มีเงินจับจ่าย – ดำเนินกิจการต่อ…ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกาสิโนจึงจะขยับเขยื้อนไปได้ เหมือนรถยนต์ จากเกียร์ว่างก็ได้เปลี่ยนเป็นเกียร์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็วิ่งฉิวไปได้สักช่วงเวลาหนึ่ง คือ คนทั่วไปได้ประกอบธุรกิจ ได้ขายแรงงานไปอย่างราบรื่น มีการซื้อมา ขายไป พร้อมกับเสียค่าต๋งหรือกำไร หรือส่วนเกินไปเรื่อยๆ พอถึง ๑๐-๑๒ ปี เงินก็จะไปรวมอยู่ที่นายทุนเจ้าของกิจการต่างๆ (นายบ่อน)ดังเดิมอีก…ตอนนี้รถยนต์น้ำมันหมด หรือผู้เล่นหมดเงินหน้าตักอีกครั้ง  ก็เกิดวิกฤติอีก คือเงินหมดไปจากกระเป๋าประชาชนทั่วไป เป็นวัฏจักรที่วิกฤติไม่จบ..ดังได้เห็นกันชัดๆเจ็บปวดกันถึงกระดูกแล้วในปี ๒๕๔๐

          ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งครับ ว่า เราต้องก้าวให้พ้น “ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” หรือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” นี้ให้ได้

วิมล ไทรนิ่มนวล

 

 

เมื่อศีลธรรมไม่กลับมา เมื่อพุทธศาสนาถูกบิดเบือน

Posted by on Sep 25, 2012 in บทความ | Comments Off

ศีลธรรมจะต้องกลับมา”

พุทธทาสภิกขุ

“ปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยศีลธรรม”

พลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

“ทุกศาสนามีศีลธรรม”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

 

           พฤติกรรมของผู้คนในสังคมที่เป็นปัญหาและสร้างปัญหา ทั้งปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เช่น การค้าและการเสพสารเสพติด ปัญหาทางจริยธรรม เช่น เอาแต่สิทธิแต่ไม่ทำหน้าที่ ปัญหาความยุติธรรม ตั้งแต่ระดับบุคคลต่อบุคคลจนไปถึงระบบหรือกระบวนการยุติธรรม และอีกสารพัดปัญหาที่ปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ จนถ้าใครสนใจสักหน่อยก็จะรู้สึกได้ว่าสังคมไทยในวันนี้ “อยู่ยาก” และ “ไม่น่าอยู่” เพราะไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง ทั้งหมดเกิดจากภัยมนุษย์ด้วยกันเอง

           ผมไม่ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยรู้สึกอย่างไร ที่ “ผลิตผล” ของตน คือผู้คนในประเทศนี้เป็นอย่างที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้น

           ทุกคนในประเทศนี้ล้วนผ่าน “การผลิต” โดยระบบอุตสาหกรรมของกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้าง โดยเฉพาะคนในปัจจุบันนี้ล้วนต้องผ่านการผลิตของกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างน้อยก็ 6 ปี และที่น่าสังเกตก็คือผู้ที่ผ่านการผลิตมานานมากเท่าใด ก็ยิ่งสร้างปัญหาที่ส่งผลสะเทือนแก่สังคมได้กว้างขวางกว่ายาวนานกว่าคนที่ผ่านการถูกผลิตมาน้อย  ดูตัวอย่างเรื่องคอรัปชั่นของพวกข้าราชการและพวกนักการเมืองก็ได้ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน

 

           ปัญหาดังกล่าวข้างตน (แค่ตัวอย่าง) ไม่ใช่เพียงแต่สะท้อนและประจานประสิทธิภาพของกระทรวงศึกษาธิการไทยเท่านั้น แต่มันได้ชี้ให้เห็นมาตลอดเวลาอันยาวนาน พอๆกับที่กระทรวงศึกษาธิการรวบ “อำนาจการผลิตคน” มาเป็นของตนเพียงฝ่ายเดียวและ “โลกทัศน์เดียว” ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

           ที่จริงจะเรียกว่าโลกทัศน์ก็คงไม่ได้ “สิ่ง”ที่กระทรวงศึกษาธิการใช้ผลิตคนอยู่นั้นเป็นได้แค่ “ความคิดเดี่ยว” เป็นความคิดโดดๆ ที่ไม่สัมพันธ์กับความคิดอื่นๆที่มีหลากหลายอยู่ในโลกหรือในประเทศไทยเลย                  แต่ที่ดูและรู้สึกว่ามัน “กว้าง” ก็เพราะ (1) มันเป็นระบบที่ขยายออก อย่างน้อยก็ขยายออกครอบคลุมพื้นที่ (ผู้คน) ทั่วประเทศไทย นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา” หรือหลักสูตรและสาระวิชาต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง (2) ระบบดังกล่าวนี้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้ จึงเรียกว่า “กระแสหลัก” ส่วนประเทศไทยนั้นรับมาอีกที ซึ่งก็หมายความว่า ระบบนี้มันขยายออกมาจากประเทศทางตะวันตก แล้วเราก็คว้าเอามาเป็นแกนหลักในการ “ผลิตคน” ในประเทศไทย

           “ความคิดเดี่ยว” นี่คืออะไร?

           (ขออภัยที่ต้องพูดให้เบื่ออีกครั้ง) คือ ความคิดที่เอา “เงิน” เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอา “ชีวิต” เป็นตัวตั้ง หรือความคิดที่เอา “ราคา” เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอา “คุณค่า” เป็นตัวตั้ง ดังที่บรรพบุรุษของเราส่วนมากเคยประพฤติกัน ถ้าเรียกเป็นระบบก็คือ “ระบบทุนนิยม” หรือที่เรียกกันในยุคนี้ว่า “ตลาดเสรี” นั่นเอง

           เมื่อเราเอาเงินหรือราคาเป็นตัวตั้ง การศึกษาของเราก็ต้องผลิตคนให้เก่งออกไปแก่งแย่งแข่งขันกันหาเงิน หาด้วยวิธีสุจริตไม่ได้ก็หาแบบทุจริต หลายเรื่องอาจถูกฎหมายหรือรอดพ้นกฎหมายไปได้ แต่ทว่าไม่ถูกจริยธรรม หรือถูกศีลธรรม ผลของการเอาเงินหรือราคาเป็นตัวตั้งก็เห็นได้ตามสื่อมวลชนหรือที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้นนั่นแหละครับ

           ผมไม่ทราบจริงๆว่า ทุกวันนี้กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยคิดอะไร และจะทำอย่างไรต่อไป กับการผลิตคนที่ล้มเหลวและยังส่งผลเลวร้ายให้สังคมอย่างทุกวันนี้

           หรือยังคงบ่นบ้าว่า – ผู้คนสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีศีลธรรม ไม่มี…อีกสารพัด ที่ไม่ดี เป็นโทษ เป็นสิ่งชั่วร้ายเลวทราม เช่น ลูกไม่กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ ลูกศิษย์ไม่เคารพไม่เชื่อฟังครูอาจารย์ ลูกน้องไม่มีความรับผิดชอบ ขี้เกียจ เจ้านายไม่ทำงาน โง่และโกงทั้งเงินทั้งเวลา แถมยังบ้าอำนาจ ปากก็พร่ำประชาธิปไตย แต่ห้ามใครขัดคำสั่ง แม้กระทั่งขัดใจ ไม่ฟังความคิดเห็นของใครทั้งนั้น ฯลฯ

           ผมก็อยากถามกลับว่า “แล้วพวกนักการศึกษาผลิตคนกันมาแบบไหนอย่างไรเล่า?”

           ถ้าถามว่าแล้วกระทรวงศึกษาธิการจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ผมเดาได้เลยว่า “ต้องเรียกร้อง และรณรงค์เรื่องจริยธรรม คุณธรรม” อย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆเวลาที่มีปัญหาวิกฤติด้านศีลธรรม

           แต่ในมุมมองของปราชญ์ชาวพุทธ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนตัวจริงก็จะบอกเหมือนกันว่า “ศีลธรรมต้องกลับมา” และ “ปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยศีลธรรม”  เพราะปัญหาของมนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน อย่างไร ล้วนเกิดมาจากการที่คนไม่มีศีลธรรมทั้งนั้น

           และไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหากับศาสนิกชนอื่น เพราะ “ทุกศาสนาล้วนมีศีลธรรมทั้งนั้น” (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)

           เรื่องจะปลูกฝั่งศีลธรรมลงในใจคนนั้น นักการศึกษาอย่าออกมาเรียกร้อง รณรงค์ และก่นด่า ประณามอย่างที่เราถนัดอย่างเดียว เพราะมันง่ายดี ไม่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งได้ออกสื่อก็ยิ่งเท่ แต่ต้อง “ปลูกฝัง” กันอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ และต้องเริ่มตั้งแต่คลอดจากท้องแม่  ถ้าในโรงเรียนก็ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลหรือก่อนอนุบาล เรื่อยไปจนจบชั้นมัธยม หากไปอบรมสั่งสอนกันตอนโตก็กลายเป็นไม้แก่ดัดยาก (แต่ก็ยังต้องย้ำกันร่ำไป) และอาจจะต้องแปลงไปอยู่ในรูปของจริยธรรมและจรรยาบรรณ เพราะคนยุคนี้เขารังเกียจศีลธรรมกัน?

           คำว่า “ปลูกฝัง” หรือ “อบรมสั่งสอน” ของผมนั้น หมายความตามตัวอักษรด้วย และรวมถึง “การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นให้ทำตาม” ด้วย (สำนวนของท่านพุทธทาส)

           ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนดีมีศีลธรรมนัก คือ ปฏิบัติศีลได้ไม่ครบทุกข้อ – ทุกเวลา (แต่ก็พยายามอยู่ทุกวัน) ก็เห็นด้วยกับท่านเหล่านั้น แต่ปัญหาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ว่าจะเห็นด้วยไหม เพราะในปี 2538 กระทรวงนี้ก็เคยถอดพุทธศาสนาออกจากหลักสูตรไปเลย เดือดร้อนถึงพระสงฆ์และชาวพุทธต้องพยายามผลักดันให้เอากลับมาอย่างเดิม

           เหตุที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยถอดพระพุทธศาสนาออกจากหลักสูตรนั้น มีคนใหญ่คนโตในวงการศึกษาอธิบายว่า เพราะถ้าเอาไว้จะทำให้เกิดความแตกแยกกับศาสนาอื่น ในที่นี้ก็คือชาวมุสลิม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินมาก ความแตกแยกไม่ได้มาจากศาสนาเป็นหลัก แต่มาจากความไม่เป็นธรรมในการปกครอง ชาวมุสลิมนั้นมีวัฒนธรรมทางศาสนาเหนียวแน่น ประกอบกับการที่คิดว่าพวกตนเป็นชนส่วนน้อยในประเทศไทย จึงต้องเอาศาสนามาเป็นหลักหรือหัวใจในการต่อสู้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีพุทธศาสนาในหลักสูตรหรือไม่ (1) ความขัดแย้งก็ไม่ได้ยุติลง (2) ศาสนิกใดก็ยังคงปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของตนเช่นเดิม

           ความคิดที่จะลบล้างพระพุทธศาสนาไม่ให้มีบทบาทนำในสังคม ไม่ให้มีความสำคัญ ไม่ให้เป็นสถาบันใดๆนั้นมาสัมฤทธิผลในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ด้วยข้ออ้างว่า ศาสนาเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ใครใคร่จะปฏิบัติหรือไม่ก็เชิญ

           แต่มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เป็นวัฒนธรรม หรือไม่มีมิติทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องการเมือง – เศรษฐกิจ – การศึกษา และอีกหลายเรื่องที่แยกย่อยออกไปได้อีกมาก?

           อีกหน่อยเราจะต้องถอดอะไรต่อมิอะไรที่เห็นว่า “เป็นวัฒนธรรม” ออกจากรัฐธรรมนูญและหลักสูตรการศึกษาไทยจนหมด

           “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ” รวมทั้งการศึกษา และเศรษฐกิจการเมืองก็เป็นวัฒนธรรม หรือมีมิติทางวัฒนธรรมเช่นกัน พวกชนชั้นนำที่มีอำนาจ “ถอด” ก็คงถอดออกหมด รวมทั้งรัฐธรรมนูญและการศึกษาด้วย  ยกเว้นก็แต่ว่าสิ่งนั้นๆเป็นประโยชน์แก่ตนและพวกตน

           สุดท้ายเราก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญและการศึกษาอีกต่อไป เพราะถูกถอดออกจนหมด (ด้วยข้อหาเป็นวัฒนธรรม) ใครใคร่ทำอะไรก็เชิญทำตามใจอยาก

           สังคมไทย – ประเทศไทยก็จะกลายเป็นอนาธิปไตย เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นกรอบ

           เช่นเดียวกับการออกกฎหมายยอมรับในสิ่งที่เราควบคุมดูแลไม่ได้ (เขียนในฉบับที่แล้ว) เช่น การทำแท้ง การทำบ่อน การรับสินบน (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย – ศีลธรรม) หรือกระทั่งยอมรับการค้า – การเสพยาเสพติดให้ถูกกฎหมาย อย่างที่ประธานาธิบดีประเทศกัวเตมาลากำลังพยายามผลักดันสภาของตนอย่างยิ่งยวดในขณะนี้

           การออกกฎหมายยอมรับสิ่งที่นำมาซึ่งความชั่วร้ายแก่สังคมและปัจเจกบุคคลนั้น คือการยอมแพ้ต่อการสร้างอายธรรมมนุษย์ และถ้ามนุษย์ไม่มีอารยธรรม โลกนี้ก็จะเกิดกลียุค

           ประเทศใดยิ่งมีกฎหมายมาก ก็ยิ่งแสดงถึงความเสื่อมทรามของผู้คนในประเทศนั้น

           แม้ตอนนี้พระพุทธศาสนาจะกลับมาอยู่ในหลักสูตรอย่างเดิมก็ยังเป็นปัญหาต่อไปอีก คือ (1) คนสอนไม่สนใจ – ไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนา ( 2) เนื่องมาจากข้อแรก คือ ดูถูกดูแคลนพระพุทธศาสนา ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรในพระพุทธศาสนา หรือไม่รู้เรื่องอะไรในพระพุทธศาสนาก็เลยดูถูกดูแคลน แม้กระทั่งมีคำว่า “วัด” ปนอยู่กับชื่อโรงเรียนก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้ ทำราวกับว่าชื่อวัดจะทำให้เด็กโง่กันไปทั้งโรงเรียน ทั้งที่โรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อวัดอยู่ด้วยก็ไม่ได้เห็นว่าจะทำให้เด็กมี “ปัญญา” สักแค่ไหน เห็นมีแต่ “ปัญหา” เสียส่วนมาก  (3) คนสอนไม่มีวิธีการสอนที่น่าสนใจจดจำ ส่วนมากก็สอนตามตำรา ให้นักเรียนท่องเอาไปสอบ ผลก็คือนักเรียนที่สอบได้คะแนนดีอาจจะไม่ได้เป็น “เด็กดี” ก็ได้  เพราะสอนและเรียนกันแบบนกแก้วนกขุนทอง

           ศีลธรรมหรือพระพุทธศาสนาไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่ระบบคิด ไม่ใช่วาทกรรม ไม่ใช่แม้แต่เป็นปรัชญา (การคิดคำนึงคำนวณ) คือ “กฎธรรมชาติ” หรือ “ปรมัตถสภาวธรรม” ที่แปรมาเป็นองค์ธรรมต่างๆ เพื่อให้เราได้เรียน ได้ปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น ทั้งในส่วนตัวคือความสุขแท้ ในด้านสังคมก็คือมีสันติสุขร่วมกัน

           ดังนั้น จึงขอความเมตตากรุณาจากท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ด้วยครับ คือ (1) ช่วยสอนศีลธรรมให้เต็มรูปแบบ เป็นเรื่องเป็นราว (2)หากมีการสอบตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน กรุณาเห็นแก่เด็กทั้งประเทศและครูดีๆด้วย ช่วยเลือกคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษาจริงๆ มีศีลธรรมจริงๆ มีความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ มีมนุษยสัมพันธ์จริงๆด้วยครับ อย่าดูแค่ผลการสอบจากข้อเขียน เพราะมันจะเหมือนเด็กที่สอบวิชาศีลธรรมที่ได้คะแนนเยอะ แต่ความประพฤติแย่

           ประการสำคัญ อย่าเปลี่ยนหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เข้ากับจริต หรือ ผลประโยชน์ของตน ดังที่บางสำนักขมีขมันทำกันอยู่ เช่น สอนว่า “นิพพาน” เป็น “อัตตา”!

           ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้มากมายหลายแห่งว่า “นิพพาน” เป็น “นิจจัง สุขขัง อนัตตา”

           ย้ำครับว่า “นิพพาน” เป็น “อนัตตา” ถ้าบิดเบือนเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะล้มละลาย.

           นั่นยิ่งเลวร้ายกว่าถอดพระพุทธศาสนาออกจากรัฐธรรมนูญ และถอดออกจากหลักสูตรการศึกษาไทยเสียอีก เพราะมันคือการถอดพระพุททศาสนาออกไปจากหัวใจชาวพุทธ

วิมล ไทรนิ่มนวล

 

 

กัลยาณมิตร

Posted by on Aug 23, 2012 in บทความ | Comments Off

มหาตมะคานธี

มหาตมะคานธี

            ผมมีเพื่อนไม่มากนัก นั่นอาจเป็นเพราะผมชอบอยู่ตามลำพังมากกว่า แต่ในจำนวนเพื่อนที่มีน้อยนิดนั้น ผมก็พอจะพูดได้ว่า “ผมก็มีกัลยาณมิตรกับเขาเหมือนกัน”

 

            เมื่อเรียนอยู่ชั้นประถมต้น ผมมีเพื่อนนำข้าวกลางวันไปเผื่อเสมอ เพราะเขารู้ว่าผมไม่มีข้าวกลางวันกิน เหตุที่ไม่มีนั้นก็เพราะพ่อแม่ผมกระตือรือล้นน้อยไปหน่อยในเรื่องการเก็บผักหาปลา ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2500 – 2510 นั้นแหล่งน้ำในแม่น้ำท่าจีนยังไม่ถูกทำลายจนพืชพรรณและสัตว์น้ำสาบสูญดังเช่นทุกวันนี้

 

            พอเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย คือชั้นประถมปีที่ 5 – 7 ผมก็มีเพื่อนที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม 5 นั้น เพื่อนผมอ่าน “สามก๊ก” ผมอยากเอาอย่างเพื่อน จึงอ่านบ้าง แต่ผมอ่านสามก๊กไม่รู้เรื่องเลย จำชื่อตัวละครไม่ได้สักตัว ผมต้องเลี่ยงไปอ่าน “นิยายภาพจักรๆวงศ์ๆ” เช่น พระศรีมโหสถ นางสิบสอง สังข์ทอง ไกรทอง อะไรทำนองนี้ พออ่านจนไม่มีให้อ่านอีกแล้ว ผมก็ไปเจอ “ฟิน็อกคีโอ” เข้า ผมไม่คิดว่าจะอ่านได้หรอก แต่ก็ลองดู แล้วก็ติดลมอ่านจนจบเล่ม จากนั้นมาผมก็มักจะอ่านหนังสือเสมอถ้ามีโอกาส ส่วนมากก็เป็นเรื่องแต่ง เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมจินตนาการ “เป็นอะไรก็ได้” เท่าที่เรื่องราวจะพาไป มันไม่ตายซากเหมือนตำราเรียน และไม่ตายซากเท่าการสอนของบรรดาครูอาจารย์ส่วนมาก

 

            พอเรียนในระดับอุดมศึกษา ผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มขึ้น ต่อมาก็พวกอัตชีวประวัติ ปรัชญา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองรู้น้อยลงทุกที เมื่อคิดว่าตัวเองรู้น้อยลงทุกทีก็ยิ่งต้องพยายามอ่านมากขึ้น

 

            ในช่วงเวลานับแต่อ่านหนังสือเล่มแรกมาจนถึงวันนี้ ผมได้รู้จักนักคิดนักเขียนหรือนักปราชญ์ชั้นนำของโลกหลายคน บางคนก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากที่จะเป็นเหมือนกับพวกเขา อย่างเช่น เมื่อผมอ่านอัตชีวประวัติของท่านมหาตมา คานธี ผมก็อยากจะรักคนทั้งโลก แม้กระทั่งศัตรูได้อย่างท่านบ้าง เมื่ออ่านอัตชีวประวัติของท่านวิโนภา  ภเว ผมก็อยากจะจาริกขอรับบริจาคที่ดินให้แก่คนยากคนจนบ้าง เมื่ออ่านงานของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ผมก็อยากรอบรู้ลึกซึ้งอย่างท่าน รวมไปถึงท่านพุทธทาส พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวศยเสวีด้วย

 

เมื่ออ่านอัตชีวประวัติของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ผมก็อยากปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างท่าน ผมอ่านพระพุทธเจ้า อ่านพระเยซู อ่านพระมูฮัมเหม็ด และคาร์ล มาร์กซ์…ฯลฯ…อ่านวรรณกรรมระดับโลกหลายสิบเล่ม และอยากเขียนได้เก่งอย่างนั้นบ้าง แต่แน่ละ ผมไม่สามารถเป็นอย่างพวกท่านทั้งหลายนั้นได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

 

            ประเด็นสำคัญก็คือ บุคคลเหล่านั้นคือ “กัลยาณมิตร” ของผม

 

            ผมจะเก็บหนังสือของพวกท่านไว้ใกล้ตัว เก็บไว้ทั้งในตู้หนังสือ  ที่โต๊ะ หัวเตียง ในกระเป๋า ทุกหนทุกแห่งที่ผมอยู่ ผมจะต้องมี “พวกท่าน” อยู่ด้วย แม้กระทั่งในเวลาเดินทาง ผมก็ต้องมีพวกท่านเป็นเพื่อนอย่างน้อยก็คนสองคน

 

            การที่มีบรรดานักปราชญ์ทั้งหลายอยู่ใกล้ตัวนั้น ทำให้ผมอบอุ่น และไม่เหงาในยามที่ไม่มีใคร ไม่ผิดหวังมากนักในยามที่ควรจะผิดหวัง ไม่เจ็บปวดหรือโศกเศร้ามากนักในยามที่ต้องเจ็บปวดโศกเศร้า และได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยได้รู้

 

            ชีวิตผมสัมพันธ์…ผมอยากจะใช้คำว่า “ผูกพัน” มากกว่า…ผมผูกพันกับบรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้มากกว่าผู้คนในโลกจริงหลายเท่านัก…นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมผิดหวัง ผมเจ็บปวด และหลายครั้งผมหมดหวังกับคนในโลกจริงมาก…คนในโลกจริงที่เห็นแก่ได้ เอาแต่ตัวรอด เอาเปรียบ คดโกงคนอื่น ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้สูญเสีย

 

            ผมรู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนดีอยู่ แต่ผมโชคร้ายเองที่ไม่ค่อยพานพบคนดังกล่าวนัก ผมจึงสัมพันธ์กับพวกคนในโลกจริงเพียงผิวเผิน อะไรช่วยได้ก็ช่วย อะไรให้ได้ก็ให้ อะไรยอมถูกเอาเปรียบหรือคดโกงได้ผมก็ยอม เท่าที่จะทำใจยอมรับได้…แต่ถึงไม่ได้ก็ต้องยอมอยู่ดี…เพราะนี่คือโลกที่เรามีชีวิตอยู่ – ผมบอกตัวเองอย่างนี้

 

            และแปลกมาก…ในยามที่ผมโดนคนในโลกจริงทำร้าย ผมกลับไม่ค่อยได้รับกำลังใจ หรือความเห็นใจจากคนในโลกจริงด้วยกันนัก อาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างก็ชินชาแล้วกับวิถีชีวิตคนกินคน เราจึงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นอกเห็นใจ หรือให้กำลังใจกันให้เสียเวลา แต่ผมกลับได้รับคำปลอบประโลม ได้รับกำลังใจและความหวังให้มีชีวิตอยู่ต่อไปจากบรรดานักปราชญ์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปลักษณ์ของหนังสือ

            ดังนั้น ผมจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทำไมท่านมหาตมา คานธี…ในยามที่ท่านถูกคุมขังอยู่ในคุกจึงบอกว่า… “หนังสือช่วยข้าพเจ้าไว้”

            ผมเองก็อยากจะบอกว่า…ในยามที่ผมรู้สึกว่าถูกคุมขังอยู่ในโลกที่แปลกหน้าไร้หวังนี้ “หนังสือช่วยผมไว้” เช่นกัน

 

หมายเหตุ

 

            ต้นฉบับนี้ผมเพิ่งพบโดยบังเอิญ จำได้ว่าพิมพ์ครั้งแรกในวาสารรายสามเดือน “สานแสงอรุณ”  ประมาณปี  2540 นำมาแบ่งกันอ่านที่นี้เพื่อสร้างกำลังใจการอ่านครับ

วิมล ไทรนิ่มนวล

 

 

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 10

Posted by on Mar 15, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

“แท้จริงแล้ว ไม่มีแนวความคิดที่จัดว่าเป็นการสอนอยู่ในวัฒนาธรรมอินเดียเลย ในสุนทรพจน์ที่วิโนภา ภเว แสดงแก่ครูและนักการศึกษาทั่วประเทศที่มาประชุมกันครั้งใหญ่นั้น ท่านได้กล่าวว่า “การค้นพบคำว่าสอนนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่มีมาแต่โบราณของชาวอินเดีย คำว่าสอนนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งสิบสี่ภาษาที่เคยมีการร่างกันขึ้นมาก่อนเลย แต่มีคำที่หมายถึงคำว่าเรียนปรากฏอยู่ ไม่มีคำกิริยาที่มีความหมายเทียบเท่าคำว่าสอนในภาษาสันสกฤตหรือภาษาอินเดียอื่นๆเลย ในภาษาอังกฤษ ฝ่ายหนึ่งเรียน ฝ่ายหนึ่งสอน ทั้งสองเป็นคำกิริยาที่เป็นอิสระจากกัน…มันเป็นวิธีคิดแบบมีตัวตนเป็นศูนย์กลางของครู ที่คิดว่า เขาสามารถสอนคนอื่นได้ ตราบใดที่เรายังยกย่องความโอหังนี้ เราย่อมไม่มีวันจะเข้าใจแก่นแท้ของการศึกษาได้เลย”

“ศรี อรพินโทได้บรรยายทัศนะที่ท่านมีเกี่ยวกับครูไว้ว่า “ครูไม่ใช่ผู้ให้คำสอนหรือผู้เป็นนายงาน หากเป็นผู้ช่วยและผู้ชี้แนะแนวทาง หน้าที่ของครูคือให้คำแนะนำ ไม่ใช่ยัดเยียด”

คัดจาก ศิลปะ:รากฐานแห่งการศึกษา เทวี ประสาท เขียน

อนินตรา พวงสุวรรณ โมเซอร์ แปล)

“การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อท่านได้ละอัตตาลงเท่านั้น จริงอยู่ มีการศึกษาเรียนรู้อยู่หลายประเภทด้วยกัน ท่านอาจจะเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งอัตตาไป ในความเป็นจริง ยิ่งท่านมีอัตตามากเท่าใด ก็มีโอกาสที่ท่านจะได้เข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยมากเท่านั้น อัตตา คือ  ความทะเยอทะยาน  ความอิจฉาริษยา มันจะต่อสู้กับอัตตาของผู้อื่น ยิ่งท่านมีอัตตามาก ท่านก็จะประสบความสำเร็จมาก ถ้าท่านเต็มไปด้วยความนอบน้อมถ่อมตน แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะเติบโตมีสมรรถนะสูง ในรั้วมหาวิทยาลัยท่านจะต้องเป็นคนที่มีอัตตาสูง ท่านต้องคิดเสมอว่า ท่านคือคนที่สูงส่งที่สุดในโลกนี้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเหรียญทองก็มิอาจมาสู่ตัวท่านได้

คัดจาก เซน โดย โอโช

 วรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ แปล

ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด เรียบเรียง

 

ฉบับที่แล้ว ผมเขียนว่าเราต้องเผากระทรวงศึกษาทิ้ง ไล่ครูออกเก่าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าต่อต้าน หรือไม่ตั้งใจจะทำการศึกษาที่แท้ ส่วนพวกนักการศึกษาที่สถิตอยู่ในห้องแอร์ก็ควรเก็บเอาไว้ให้คนรุ่นต่อมาได้ศึกษาเป็นวิชา โบราณคดีทางความคิดนั้น แม้เขียนทีเล่นทีจริง (ซึ่งคงได้ศัตรูเพิ่มอีกเพียบ – ถ้ามีคนอ่าน) แต่ก็เป็นความจริง และจะยืนยันในบทความนี้

ผมไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนอะไรใคร แต่คับข้องใจมากกับการศึกษาในปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุผลที่ผมวิจารณ์มาทุกฉบับนั่นแหละ

และไม่ได้หมายความว่าจะไม่เห็นด้วยกับ วิชาทำมาหากิน” อย่างที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้  แต่ไม่เห็นด้วยที่มันสุดกู่ หรือเอียงสุด จนเหลือเชื่อว่าเรากำลังทำสิ่งที่เรียกว่า การศึกษา

         เจ็บปวดกว่านั้นก็คือ บุคลากรในกระทรวงศึกษามีเป็นแสนคน แต่ไม่มีใครมีบทบาทมีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ถูกที่ถูกทางได้เลย

ผมพูดถึงพุทธศาสนาว่า สาระหรืออภิปรัชญา นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องเรียน และต้องรู้ ไม่งั้นเสียชาติเกิด เพราะเป็นเรื่องปรมัตถสัจจะ หรือความจริงแท้ของสรรพสิ่ง ตั้งแต่ตัวเราไปจนถึงสากลจักรวาล ตั้งแต่ ธาตุ ที่แยกไม่ได้อีกต่อไป จนกระทั่งก่อเกิดเป็นสากลจักรวาล  รวมทั้งสิ่งที่ปรากฏและไม่ปรากฏแก่ผัสสะของมนุษย์จอมอหังการด้วย

(เมื่อเทียบมนุษย์กับจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ – ไม่ใช่ของเรา ตัวเราเล็กเท่าไวรัสตัวเดียวเท่านั้น แต่ที่เราคิดว่าเรายิ่งใหญ่เพราะอัตตามันหลอกเรา มันหลอกเราไปทุกเรื่องหรือแทบทุกเรื่อง และมันหลอกให้เราทำการศึกษาแบบหลอกๆอยู่ทุกวันนี้ด้วย)

ในหลักสูตรมีไหม ก็ต้องตอบว่ามี แต่ก็เป็นเนื้อหาที่ใช้ท่องจำจนคนเรียนเหม็นเบื่อ และแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร เราสามารถเรียนพุทธศาสนาด้วยภาษาปัจจุบันได้ ด้วยกระบวนการตามตำราฝรั่งก็ได้ และสามารถใช้เป็น หลักการ หรือ ทฤษฎี สำหรับเปรียบเทียบ ตรวจสอบกับศาสตร์อื่นๆได้ดีด้วย และมันจะช่วยให้คนคิดเป็นอีกทางหนึ่ง

แม้จะพูดทีเล่นทีจริงเรื่อง โบราณคดีทางความคิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่จริง และเพื่อยืนยันว่าการศึกษาของเรามันไม่ได้พัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้สมบูรณ์แต่อย่างใด เรายังคงมีสภาพกึ่งคนกึ่งสัตว์ คือ ยังต้องแก่งแย่งเหมือนสัตว์ แต่รู้จักใช้เหตุผลที่ตนคิดขึ้นตามศักยภาพที่คนมี (ไม่ได้หมายความว่าสัตว์คิดไม่เป็น)

พูดง่ายๆก็คือ การศึกษาของเรายังไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์เลย ตรงกันข้าม กับพัฒนาให้คนให้เป็นสัตว์มากขึ้นทุกที ดูที่สื่อต่างๆก็ได้ มีแต่เรื่องแก่งแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ คดโกง เข่นฆ่าทำลายล้างกัน แม้เราเองไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เราก็ เล่นการเมือง กับคนที่สัมพันธ์กับเราอย่างรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง อย่างน้อยๆเราก็อิจฉา หรือบางทีก็หมั่นไส้ใครสักคนอยู่เหมือนกัน?

มันจึงเป็นสังคมแห่งอาชญากรรม และรัฐเป็นผู้สร้างและใช้นโยบาย รวมทั้งดูแลสังคมก็เลยเป็นรัฐอาชญากรรมไปด้วย

         การศึกษาล่ะ ?

ผมไม่ได้กล่าวโทษการศึกษาของเราจริงจังอะไร เพราะรู้ดีว่ามันเป็น เครื่องมือ ของรัฐและนโยบายของมัน แต่การศึกษาเป็นเรื่องของสติปัญญา (ที่ผ่านมารัฐยังไม่เคยมี) คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาน่าจะกล้าหาญพอที่จะทำอะไรสักอย่างสองอย่าง เพื่อสติปัญญาคนอื่นๆบ้าง และมันก็จะเป็นประโยชน์แก่รัฐเอง อย่างน้อยรัฐก็ไม่ต้องเสียงบประมาณ เวลา บุคลากรไปในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เพราะอาชญากรรมมีน้อยลง สังคมก็สงบสุขขึ้น

ต่อไปนี้เป็นคุณภาพจิตหรือคุณสมบัติจิตของคนและมนุษย์ มาดูกันว่าการศึกษาของเราพัฒนาจิตคน-จิตมนุษย์อยู่ในระดับไหน เพื่อจะได้รู้ว่า “โบราณคดีทางความคิด” นั่นมีอยู่จริงหรือไม่

         เคน วิลเบอร์ (ken Wilber) นักจิตปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบันได้จำแนกพัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ หรือ จิตมนุษย์ ออกเป็น 6 ระดับ โดยแบ่งย่อยสองระดับสุดท้ายออกไปอีกระดับละสองระนาบ ทั้งหมดสอดคล้องกับพัฒนาการสังคมของมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มกำเนิดกาลมาจนถึงปัจจุบัน ปรัชญาของเขาสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่างยิ่ง (เพราะเขาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังและปฏิบัติด้วย ซึ่งผิดกับเราและการศึกษาของเราจนน่าตบหน้าตัวเอง – เชิญ!)

ผมสรุปจากหนังสือ จักรวาลกับสัจธรรม แควนตัมจิตวิญญาณ  เรียบเรียงโดยนายแพทย์ประสาน ต่างใจ ปราชญ์คนสำคัญยิ่งคนหนึ่งของไทยอีกที ดังนี้ครับ

        ก.จิตวิญญาณระดับที่หนึ่ง  เรียกว่า จิตวิญญาณยูโรโบริค (uroboric) เป็นจิตวิญญาณที่เป็นอยู่ตามสภาพธรรมชาติ ตั้งแต่โลกเป็นหินดินทรายและมีสัตว์เซลเดียว กระทั่งพัฒนามาเป็นปลาและสัตว์เลื้อยคลาน

เป็นจิตวิญญาณที่ยังแยกไม่ออกจากจิตไร้สำนึกพื้นฐานของจักรวาล มันจึงเงียบสนิท ปกปิดและเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณร่วมสากลของจักรวาล จิตในระดับนี้จึงไม่มีทั้งที่ว่าง สถานที่ และเวลา ไม่สามารถรู้กาย รู้จิต  หรือแยกออกจากสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติได้ สำหรับมนุษย์แต่ละคนนั้น จิตวิญญาณระดับนี้คือจิตวิญญาณของเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ยังไม่แยกตัวตนจากแม่ แม่คือตัวตนของเขา และเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมในครรภ์ของแม่

         ข.จิตวิญญาณระดับที่สอง เรียกว่า จิตวิญญาณไทโฟนิค(typhonic) เป็นจิตวิญญาณที่พัฒนาไปพร้อมกับร่างกายทางชีววิทยามาเป็นสัตว์ชั้นสูง มันเริ่มรู้ว่ามีร่างกายของตัวเองแยกจากแม่ แต่ยังไม่สามารถแยกจิตจากแม่หรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างเด็ดขาด หรือครึ่งแยกครึ่งไม่แยก สิ่งที่จิตวิญญาณระดับนี้รับรู้จึงเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น หรืออยู่ในโลกแห่งมายา จริงและไม่จริงก็เหมือนกัน  เช่น มนุษย์ในสมัยหินเก่าหรือก่อนนั้น  มีกายและจิตแยกกันแล้ว แต่จิตวิญญาณก็ยังผูกพันแยกกันไม่ได้ ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต ไม่มีเวลา ไม่สามารถกำหนดช้าเร็วได้ นอกจากที่เป็นอยู่ในเวลานั้น

จิตวิญญาณระดับนี้พัฒนาช้ามาก และสอดคล้องกับพัฒนาการทางชีววิทยา จนถึงมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์อยู่ในถ้ำ ภาพการล่าสัตว์ตามถ้ำต่างๆนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตระดับนี้

         ค.จิตวิญญาณระดับที่สาม เรียกว่า เวอร์บัล หรือมิธติค(verbal or mythical) เป็นจิตที่ออกจากความขมุกขมัว ครึ่งฝันครึ่งตื่นเปิดสู่โลกภายนอก เป็นโลกแห่งชีววิทยาและประสาทสัมผัส มีตัวตนและรู้ตัวตน มีความอยาก มีอดีตและอนาคต แต่ไม่ชัดเจนนัก มันพัฒนาไปพร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การใช้ภาษา การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมเกษตรกรรมดึกดำบรรพ์ มันจึงแปรไปตามปรากฏการณ์ของธรรมชาติ แต่แยกตนออกจากธรรมชาติด้วยภาษา แต่ก็ยังคงสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างแนบสนิท ส่งผลให้เป็นนิทาน นิยายผี เทพต่างๆ เคารพนับถือธรรมชาติในรูปบุคลาธิษฐาน เช่นนับถือเทพีแห่งปฐพี(mather goddess) ที่เป็นจิตนาการของมาตุคติของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนมาถึงยุคนคร-รัฐ ซึ่งให้กำเนิดตำนาน นิยายปรัมปรา และเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ผีเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า และพัฒนาเป็นพิธีกรรม ซึ่งต่อมาได้เชื่อมต่อกับพิธีกรรมของศาสนา

         ง.จิตวิญญาณระดับที่สี่ เรียกว่า ระดับจิตวิญญาณแห่งเหตุผล(rational)  มันเริ่มพัฒนาขึ้นมาเป็น จิตปัญญา พร้อมกับอัตตาและอหังการ เริ่มจากพระอาทิตย์ (egoic Son) ความกล้าแข็งแบบปิตาคติ และการแยกตนเป็นศูนย์กลาง (self egoic) แม่ไม่เป็นเพศคู่ผู้กำหนดอีกต่อไป แต่เป็นแม่ในรูปบุคคล พ่อในรูปบุคคล มีอัตตาเป็นอิสระของตน และท้าเทียบเพื่อให้ยิ่งใหญ่กว่าพ่อ จิตวิญญาณระดับนี้คือ โลกแห่งตัวกูของกู (personal consciousness)

         เป็นจิตวิญญาณของมนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบัน และได้หยุดพัฒนามานานแล้ว จิตวิญญาณระดับนี้เริ่มตั้งแต่ยุคเกษตรกรรม มันเก็บสะสมผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดแบ่งพื้นที่ทำกิน สร้างระบบแลกเปลี่ยนเพื่อการค้าขายมาจนถึงการพัฒนาการผลิตแบบอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สร้างระบบเศรษฐกิจและเครื่องมือในการแยกสิ่งต่างๆ สร้างสรรพยุทโธปกรณ์  แยกกายออกจากจิต แยกตน แยกหมู่ แยกพวกเป็นชาติเผ่าพันธุ์ เป็นประเทศ

        จ.จิตวิญญาณระดับห้า เรียกว่า จิตวิญญาณละเอียด (subtle) เป็นระดับที่เริ่มหลุดพ้นจากอัตตาสู่จิตที่ยิ่งใหญ่หรือจิตเทพ อันเป็นระดับสุดยอดของความเป็นจิตวิญญาณมนุษย์ แต่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงระดับนี้ได้ วิธีพัฒนาจิตวิญญาณให้ถึงระดับนี้ก็คือการสร้างสติปัญญาให้มั่นคง ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาตามจริตของตน แม้แต่สมาธิในงานศิลปะอันประณีตก็สามารถเข้าถึงได้

จิตระดับนี้สามารถพัฒนาได้ถึงระนาบที่เรียกว่า นิรมานกาย จนถึงอีกระนาบหนึ่ง คือ อรูปพรหม ซึ่งเป็นระนาบของพระอรหันต์ลงมาจนถึงพระโสดาบัน

         ฉ.จิตวิญญาณระดับที่หก เรียกว่า สปิริต(spirit) หรือระดับธรรมกาย (ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของวัดธรรมกาย) ที่เป็นจิตวิญญาณระดับสูงสุดของสากลจักรวาล อันได้แก่ จิตวิญญาณของพระมหาศาสดา พระโพธิสัตว์ จากระดับนี้จะนำไปสู่ระนาบที่เป็นนิรันดร สภาพมหาจิตที่เรียกว่า เสาวภาวิขกายะ เข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า ความว่างเปล่า(สุญฺญตา) หรือพรหมมัน หรือเต๋า หรือนิพพาน นั่นก็คือ อภิมหาจิตของพระผู้เป็นเจ้า หรือพระพุทธเจ้า

         การศึกษาของเราที่ตีปี๊บเรื่อง ปฏิรูป กันโฉ่งฉ่างทุกวันนี้ โดยสาระและบุคลากรของมันเองอยู่ในจิตวิญญาณระดับไหน?

         เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะข้ามไปให้การศึกษาในระดับที่สูงกว่า

มองในทัศนะของวิลเบอร์ การศึกษาของเราจะต้องพัฒนาจิตวิญญาณของคนให้พ้นไปจากจิตวิญญาณระดับที่สาม-สี่ เพื่อเข้าสู่ระดับห้าและหกต่อไป นั่นคือการศึกษาที่พัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์เข้าสู่ความสมบูรณ์ของชีวิต

ทำไมต้องพัฒนาอย่างนี้? (ฉบับหน้าว่ากันต่อครับ)

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 9

Posted by on Mar 15, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

ระบบการศึกษาทั้งหมดของเรานั้นให้ความสำคัญกับเรื่องความจำ ไม่ใช่เรื่องเชาว์ปัญญา เอาแต่ยัดข้อมูลมากมายเข้าไปในความจำ ทำให้คนกลายเป็นเครื่องจักร มหาวิทยาลัยคือโรงงานที่เปลี่ยนคนให้เป็นเครื่องจักร มันเป็นช่วงเวลายี่สิบห้าปีที่สูญเสียไป- หนึ่งในสามของช่วงชีวิตของท่าน-ในการทำให้ท่านเป็นเครื่องจักร! และแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะคลี่คลาย ทำให้ท่านกลับมามีชีวิตเป็นแบบมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

***

พ่อแม่ทำลายเชาว์ปัญญาของลูกๆ เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะผูกมัดพวกเขาให้เป็นทาส แล้วบรรดาครู โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างก็ทำแบบเดียวกันนี้ ไม่มีใครต้องการคนที่คิดต่าง และเชาว์ปัญญามักจะเป็นการทวนกระแส ไม่มีใครต้องการถูกตั้งคำถาม ไม่มีใครต้องการให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเขา และเชาว์ปัญญาคือการตั้งคำถาม เชาว์ปัญญาเป็นข้อข้องใจ

***
เชาว์ปัญญาเป็นการเติบโตของจิตสำนึกที่อยู่ภายใน มันไม่ใช่เรื่องความรู้ มันเป็นเรื่องความสามารถที่จะสงบนิ่งได้ คนที่มีเชาว์ปัญญาจะไม่ทำอะไรโดยใช้ประสบการณ์จากอดีต เขาจะอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น เขาจะไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่ตอบสนอง…

***

นักการเมืองไม่สนใจเชาว์ปัญญาของเด็กๆ เพราะว่าผู้นำจะเป็นผู้นำได้ก็ต่อเมื่อมีแต่คนโง่ๆเท่านั้น และเมื่อมีแต่คนโง่ พวกเขาก็จะหาผู้นำที่โง่ๆ ไม่มีปัญญา เขาจะตกกับดักของผู้สามารถเสแสร้งว่าสามารถนำพวกเขาได้

***

เราจำเป็นต้องสร้างการศึกษารูปแบบใหม่ที่ไม่เอาอะไรต่ออะไรไปใส่เด็ก เพียงแค่ส่งเสริมให้พวกเขาได้เป็นไปตามธรรมชาติของพวกเขา ช่วยให้เชาว์ปัญญาที่มีแต่เดิมนั้นแข็งแรงขึ้น พวกเขาไม่ควรจะถูกยัดเยียดด้วยข้อมูล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกือบจะหาประโยชน์อะไรไม่ได้ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เรายัดเข้าไปในสมองเด็ก มีแต่สิ่งที่โง่เขลาเท่านั้น มันเป็นเหมือนสัมภาระที่เด็กต้องแบกเอาไว้ มันทำให้พวกเขาไม่เป็นอิสระเลย

***

คัดจากหนังสือ “ปัญญาญาณ” ของโอโช แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด)

          ผมเคยพูดบ่อยๆกับคนที่สนใจเรื่องการศึกษาว่า หากเราจะสร้างการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์กันจริงๆ สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกเลยคือ “เผากระทรวงศึกษาธิการทิ้ง และไล่ครูออกสักเก้าสิบเปอร์เซนต์” ส่วนคนใหญ่คนโตและนักวิชาการศึกษาในกระทรวงฯนั้น เราต้องอนุรักษ์พวกท่านไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างดี อย่าให้บุบสลายเป็นอันขาด เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบใหม่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในวิชา “โบราณคดีแห่งความคิด”

ที่จริงมันเป็นแค่สำนวนเท่านั้น ความหมายก็มีแค่  “เราต้องยกเลิกการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และยกเลิกบุคลาการทางการศึกษาที่รับใช้การศึกษาแบบนี้ไปด้วย”     หากว่าพวกเขาต่อต้านหรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

แต่ผมมั่นใจว่าการ “ล้มเลิกการศึกษาแบบในปัจจุบันนี้” ไม่มีใครยอมรับหรอกครับ ส่วนมากเราก็พอใจที่จะ “แต่งหน้าทาปาก” หรือที่เรียกกันอย่างโก้ว่า “ปฏิรูป” กันไปเรื่อยๆ พอให้ทันสถานการณ์ของโลก

พูดอีกอย่างก็คือ การศึกษาแบบที่เป็นอยู่นี้คือศพที่ขึ้นอืดแล้ว แทนที่เราจะเผาหรือฝังมันเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป เรากลับคอยฉีดยากันเน่าและแต่งศพกันเรื่อยมาๆเพื่อให้ดูทันสมัย ทันความเป็นไปของโลก ซึ่งความเป็นไปของโลกนั้นก็พุ่งฉิวสู่ขุมนรกลงไปทุกที การศึกษาของเราซึ่งกลายเป็นศพไปแล้วยังไม่พอ ยังจะต้องตาม “โลก” ไปลงนรกด้วย

ท่านพุทธทาสกล่าวไว้บ่อยๆว่า “การศึกษาของเราเป็นการศึกษาของหมาหางด้วน”   คือ เราเห็นเขาเป็นหมาหางด้วนกัน เราก็ตัดหางตัวเองให้ด้วนไปด้วย ด้วยกลัวว่าเราจะตามไม่ทันเขา ไม่ทันสมัย ไม่โก้เก๋  คือเขาสอนวิชาการแข่งขันกันทำมาหากิน เราก็สอนบ้าง โดยไม่สนใจว่าชีวิตคนอื่นๆที่ถูกทำมาหากิน และหากินเหมือนกับเราจะเป็นอย่างไร ทรัพยากรหรือโลกจะเป็นอย่างไร สิ่งที่การศึกษาสอนเรา คือ “เงิน” หรือ “ความมั่งคั่ง”

นั่นคือ “ความสำเร็จในชีวิต” ที่เกิดมาเป็นคนได้ชาติหนึ่ง

หมาหางด้วน เพราะถูกตัดหางนั้น มันจะเสียการทรงตัว หรือเสียดุลยภาพ หรือถูกกระทำให้เกิดความแปลกแยกกับภาวะความเป็นหมา เพราะธรรมชาติของมันไม่ได้หางด้วนมาแต่กำเนิด การศึกษาในปัจจุบันนี้จึงทำหน้าที่ “ตัดหางหมา” ให้เหมือนหรือให้ทันประเทศ (หมา) ที่ “เจริญแล้ว” ดังนั้น เด็กๆรวมถึงเราด้วยที่ผ่านการกระทำหรือพิธีกรรม(การให้การศึกษา) มาแล้วจึงกลายเป็น “หมาหางด้วน” กันถ้วนหน้า แต่เราไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะมองไปทางไหนก็เห็นใครต่อใครล้วนแต่หางด้วนกันทั้งนั้น (เท่และทันสมัยดีออก) ใครที่ยังมีหางอยู่สิโคตรเชยเลย เป็นตัวตลกตกยุค ซึ่งนอกจากไม่ขำแล้วยังน่าสมเพชอีกต่างหาก

แต่ยามใดก็ตามที่เรามีเวลาอยู่กับตัวเอง พิจารณาดูความรู้สึกนึกคิดที่ปรากฏ เราจะเห็นว่า เราไม่มีความสุขจริงๆเลย แม้เราจะประสบความสำเร็จทั้งเงิน ชื่อเสียง เกียรติยศก็ตาม ที่เรามีชีวิตอยู่มาได้ก็เพราะอาศัยความบันเทิงต่างๆนานามาสนองความทุกข์ของเรา และมันก็ฉาบฉวยมาก  เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เรารู้แค่ว่าจะต้องทำมาหากิน หาเกียรติ หายศศักดิ์ หาความเจริญก้าวหน้า ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า “เงิน” แล้วเราก็แก่เฒ่าตายไป คนรุ่นลูกรุ่นหลานก็เติบโตเข้ามาอยู่ในวงจร (การศึกษา) แบบเราไปเรื่อยๆไม่รู้จบอีก

เรามีชีวิตแบบนั้น แบบเชื่องๆ เซื่องๆ (แม้ว่าเราโคตรจะเจ้าโทสะเลย) ก็เพราะการศึกษามันกระทำให้เราเป็นอย่างนั้น และเราก็ไม่เคยตั้งคำถามกับมัน ไม่แม้แต่จะตั้งคำถามกับตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเรามีชีวิตอยู่อย่างไร เพื่ออะไร ใครหรืออะไรทำให้เราเป็นแบบนี้ เช้าขึ้นมาเราต้องเร่งรีบไปทำงาน หลายคนตาลีตาเหลือกด้วยซ้ำ ในที่ทำงานเราก็หงุดหงิดบ้าง หัวเสียบ้าง โกรธบ้าง สนุกบ้าง เครียดบ้าง แก่งแย่งแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานบ้าง นินทาคนนั้นคนนี้บ้าง แอบด่าเจ้านายแม่งบ้าง แล้วก็กลับเข้าบ้าน หรือไม่ก็เข้าสถานเริงรมย์ หาความบันเทิงเพื่อบรรเทาความทุกข์ความเครียดให้ตัวเอง  ดูทีวี พูดคุยกับลูก ผัวหรือเมีย ทะเลาะกันบ้าง ขัดใจกันบ้าง เล่นหัวกันบ้าง แล้วนอน แม้นอนก็อาจจะไม่หลับ แม้หลับก็อาจจะฝัน ซวยกว่านั้น กระทั่งฝันยังเสือกฝันร้ายอีก ตื่นเช้า แม้ไม่อยากตื่นก็ต้องตื่น และชีวิตก็เข้าสู่วงจรเดิมๆ ซ้ำซาก และแก่เฒ่าทรุดโทรมไปเรื่อยๆ ชีวิตเราเหมือนอยู่ในคอกขังแน่นหนาตลอดเวลา เพียงแต่ดูเหมือนว่ามันเคลื่อนที่เป็นไปได้เรื่อยๆ พอให้เราไม่ได้รู้สึกว่าถูกกักขังอยู่ในคอกแคบนั้น

         เกิดมาชาติหนึ่ง เราทำได้แค่นี้จริงๆ

         ชีวิตทั้งชีวิตเป็นได้แค่นี้จริงๆ

การศึกษาที่ควรจะทำหน้าที่ปลอดปล่อยเราออกคอกขัง และพัฒนาเราให้มีอิสรภาพอย่างแท้จริง กลับทำตรงกันข้าม คือสร้างคอกขังเราไว้ และทำให้มันแน่นหนาแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ด้วยเหตุผลว่ามันจะทำให้เรามั่นคง ปลอดภัย ไม่เป็นคนนอก ไม่แปลกแยกกับคนอื่นและสังคม

แม้หลายคนจะเห็นตรงนี้ แต่ก็ไม่กล้าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ยิ่งคนในระบบการศึกษาเองยิ่งไม่กล้าพูด เพราะกลัว กลัวไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน กลัวเจ้านายไม่ชอบขี้หน้า จะลาออกก็กลัวไม่มีงานทำ แม้คิดจะเปลี่ยนแปลงอย่างอภิวัฒน์ (แม้แค่พูดหรือคิด) เราก็กลัว เพราะดูมันใหญ่โตเกินกำลังของเรา สุดท้ายเราก็อยู่ด้วยความกลัวในระบบเดิมต่อไป

เพื่อนผู้เคยมีอุดมคติของผมคนหนึ่ง ประกาศกับผมเมื่อหลายปีก่อน เมื่อเราพูดคุยกันด้วยเรื่อง “การศึกษาและชีวิต”  ว่า “ก็มั่วๆอยู่กับแม่งไปวันๆ เดี๋ยวก็ตายโหงตายห่ากันหมดแล้ว…คิดอะไรมาก”

เขาเป็นผลผลิตของการศึกษาในแบบที่เราใช้อยู่นี้ เมื่อจบหลักสูตรระดับหนึ่งก็เข้ารับราชการเป็นครู ก็คือ เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากผู้รับผู้เรียนมาเป็นผู้ให้หรือผู้สอน แต่เขามีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่า การศึกษาแบบนี้มันทำลายความเป็นมนุษย์ เขาจึงปรารถนาจะแก้ไขมัน ด้วยการสอนที่แตกต่าง – แตกต่างทั้งสาระและกระบวนการของการศึกษา – ทว่าเขาไปไม่รอด เขากลายเป็นหมาหัวเน่า และปริ่มๆจะกลายเป็นผู้ทำลายการศึกษาของชาติไป สุดท้ายเขาก็หมดแรง ยอมแพ้ไปเอง ย้ายโรงเรียน และทำงานเหมือนกับคนอื่นๆ เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่า “ทำงานเหมือนคนอื่นๆ” นั้นเป็นอย่างไร

          นี่เป็นโศกนาฏกรรมของคนที่ปรารถนาจะสร้างสรรค์การศึกษาที่แท้

ของแท้ถูกเข้าใจว่าเป็นของแปลกปลอม

ของแปลกปลอมถูกเข้าใจว่าเป็นของแท้

ที่จริงประเด็นนี้ไม่น่าแปลกใจอะไรเลย เพราะการศึกษามันสอนจิตสำนึกของเราให้ “เป็น” อย่างนี้อยู่แล้ว

ตัวมันเอง (การศึกษา) ทั้งเนื้อหาและกระบวนการของมันล้วนเป็นสิ่งแปลกแยกแปลกปลอม (alienation) กับธรรมชาติและชีวิต  และได้ทำลายธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ลงอยู่ทุกวัน

นั่นคือเหตุผลอย่างย่อที่ผมบอกว่า “ต้องเผากระทรวงศึกษาทิ้ง และไล่ครูออกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์” หรือ “ยกเลิกการศึกษาที่เป็นอยู่นี้เสีย แล้วสร้างสรรค์การศึกษาแบบใหม่ แบบที่ทำให้ชีวิตนั้นเต็มเปี่ยมหรือสมบูรณ์ หรือสมดุล หรือมีอิสรภาพ เพราะนั่นคือชีวิตที่แท้ และมีความสุขแท้

          หากการศึกษาไม่สามารถสร้างคนให้มีความสุขแท้หรือิสรภาพได้ นั่นไม่ไช่การศึกษา

มันเป็นเรื่องการเรียนรู้วิธีการแก่งแย่งแข่งขันกันทำมาหากินเท่านั้น

มันมีประโยชน์แน่ เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องกินต้องใช้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีแก่งแย่งแข่งขันแบบที่เป็นอยู่นี้ เพราะมันทำลายเพื่อนมนุษย์และทำลายโลก

การศึกษาเป็นมากกว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของ “จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์” เป็นอย่างไรนั้นจะกล่าวต่อไป

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 8

Posted by on Mar 15, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

“สิ่งที่มหาวิทยาลัยควรทำคือ ควรส่งนักศึกษาไปอยู่กับชาวบ้านหลังละ  1 คน ไม่ใช่ไปตั้งค่ายพัฒนา แต่ต้องอยู่กับชาวบ้านเพื่อซึมซับวัฒนธรรม ทำให้เด็กเกิดจิตสำนึก ซึ่งมีพลังมากกว่าความรู้ และผู้ปกครองอย่ากลัวเด็กไปลำบาก เพราะการศึกษาที่เอาเด็กขังไว้กับตำราจะไม่ได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิต จะเกิดปรากฏการณ์ใจถึงใจ เพราะนักศึกษาจะเป็นตัวเชื่อม ครู อาจารย์ พ่อแม่ เมื่อเห็นชาวบ้านทำแผนชุมชนจะได้ความรู้ ขณะเดียวกับก็เอาความรู้เรื่องเทคโนโลยีที่เด็กมีอยู่ไปเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ หากทำได้จริงจะเห็นผลได้ภายใน  4 – 5  ปี”

                                                ศ.นพ.ประเวศ วสี

การศึกษาไทยจำเป็นอย่ายิ่งที่จะต้องมีการอภิวัฒน์ ไม่เพียงแค่ปฏิรูปอย่างที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัยและหลายครั้ง เพราะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านหลักการแต่อย่างใด เพราะการปฏิรูปเป็นเพียงการกระทำให้สิ่งเดิมแข็งแรงขึ้น พัฒนาขึ้น ถ้าสิ่งเดิมเป็นสิ่งดีก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามันไม่ดี หมายความว่ามันผิดทิศผิดทางและผิดที่ก็จะยิ่งส่งเสริมให้มันผิดมากขึ้นไปอีก และยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

แต่ตอนนี้ปัญหาแรกและปัญหาหลักไม่ได้อยู่เรื่องการผิดที่ผิดทาง หรือการปฏิรูป หรือการอภิวัฒน์ แต่อยู่ที่ “ความไม่รู้” ว่าอะไรผิดอะไรถูกต่างหาก

            หรือไม่รู้ว่าอะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ยิ่งรังเกียจสาระในพระพุทธศาสนาด้วยก็ยิ่งยากขึ้นอีก ที่จะเห็น ที่จะเข้าใจ

แต่ผมเชื่อว่าบรรดานักการศึกษาจะต้องเชื่อว่าตัวเองรู้เรื่องการศึกษาดีอยู่แล้ว คนที่ไม่ใช่นักการศึกษานั้นไม่ควรเสนอหน้าไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอแนะอะไรทั้งสิ้น

ผมเคยพูดบนเวทีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีว่า (ขอยกมาอ้างอีกที) การศึกษาไทยที่ผลิตคนไม่มีคุณธรรมอยู่นี้ เป็นผลมาจากพวกดอกเตอร์หัวนอกทั้งหลาย ผมถูกสวนทันควันจากดอกเตอร์บนเวทีว่า “การศึกษาไม่มีหน้าที่สอนศีลธรรม” ผมเลยหุบปาก

ผมจะหยุดเรื่องการ “อภิวัฒน์” ไว้ก่อน เพื่อกลับมาพูดเรื่องการฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรหรอกครับ แค่อยากจะบอกว่า แม้แต่การปฏิรูปอย่างทุกวันนี้มันก็ล้มเหลวในหลายๆด้าน เอาแค่บุคลากรที่อบรมกันมึนแล้วมึนอีกทั่วประเทศนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีนัก และปัญหาก็ติดอยู่ตรงที่ว่า “ไม่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร”

ไม่ได้เอาการศึกษาที่แท้หรอกครับ เอาการศึกษาที่ผ่านมาและกำลังปฏิรูปอยู่นี่แหละ ก็ไปไม่ถึงไหน พวกครู (ผู้มีหน้าที่สอนและรับใช้เจ้านาย) นั้นก็เปลี่ยนแปลงยากอยู่แล้ว (ยกเว้นแต่เขาทำดีมาแต่เดิม) ยิ่งบรรดาผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้อำนายการโรงเรียน หรือเรียกอย่างนอบน้อมว่า ท่าน ผ.อ.) ขึ้นไปนั้นก็เปลี่ยนแปลงยากยิ่งกว่านัก และส่วนมากก็ไม่ได้สนใจเรื่องการศึกษาตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรอก พวกเขาสนใจแต่เรื่อง “อำนาจและผลประโยชน์” ของตน แม้ท่านไม่เชื่อและไม่ลบหลู่ ผมก็จะยัดเยียดตัวอย่างสักสองสามกรณี

            กรณีที่ 1 ท่าน ผ.อ. โรงเรียนที่อยู่ห่างกรุงเทพฯไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรไม่รู้จักร้านหนังสือ “ซีเอ็ด” ทั้งที่ท่านเรียนในระดับปริญญาเอก สนุกกว่านั้น งานที่ส่งอาจารย์ผู้สอนและวิทยานิพนธ์ก็ให้ครูลูกน้องที่เรียนจบปริญญาตรีทำ รวมถึงผลงานเพื่อขอ “ซี 9” ด้วย เมื่อผลงานไม่ผ่านก็โวยเอากับครูลูกน้องว่า “ทำให้ผมผ่านเสียทีซิ ผมอายเขา” !

            ผมก็อายเหมือนกันที่ได้ฟังเรื่องแบบนี้

นี่ยังไม่นับการบริหารที่ไม่เคยบริหาร เอาแต่ใจ ไม่รับผิดชอบ ที่จริงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่รับผิดชอบตัวเองยังไม่ได้แบบนี้ จะไปรับผิดชอบอะไรอื่นได้อีก

            กรณีที่  2  อีกโรงเรียนหนึ่ง ห่างจากกรุงเทพฯ 350 กิโลเมตร เป็น ท่านผ.อ.ย้ายมาใหม่  งานแรกก็สั่งโค่นต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปีตลอดแนวด้านหน้าโรงเรียนเสียเหี้ยนหมด จากนั้นก็สร้างรั้วคอนกรีต แค่นี้ยังเจ็บปวดไม่พอ ท่านยังกะเกณฑ์ให้ครูน้อยไปหาเงินกับผู้ปกครองนักเรียนที่ส่วนมากก็ยากจนอยู่แล้วอีก ซ้ำยังบังคับให้ครูน้อยในโรงเรียนยอมสละเงินเดือนคนละ 2,500 บาท เป็นค่าทำรั้วดังกล่าว ครูน้อยได้แต่นั่งตาปริบๆ เพราะหลายคนมีเงินเดือนเหลือไม่พอใช้ชนเดือนอยู่แล้ว แต่จะปฏิเสธก็ไม่กล้า อย่างเก่งก็นินทาลับหลัง  สุดท้ายก็ต้องจำยอมเพื่อผลงานของท่าน ผ.อ.

สมัยที่ผมเป็นครูน้อยคอยก้มประนมกรนั้น ครูใหญ่ = ท่าน ผ.อ.สมัยนี้ ท่านก็สร้างรั้วโรงเรียนเหมือนกัน ผมก็ค้านอยู่คนเดียว ครูอื่นๆได้แค่ค้านอยู่ในใจ บ้างก็ค้านลับหลัง ว่าสิ่งที่จำเป็นกว่ารั้วคอนกรีตก็คืออุปกณ์การเรียนการสอน และอาหารสำหรับเด็กที่ไม่มีอาหารกลางวันกิน แต่ครูใหญ่ท่านอ้างเหตุผลที่ผมไม่สามารถโต้แย้งได้ว่า “โรงเรียนไม่มีรั้วก็เหมือนผู้หญิงไม่มีนม”

ผมจะโต้แย้งได้ยังไง ก็ผมชอบผู้หญิงมีนมนี่น่า (เป็นความสัตย์อย่างยิ่ง!)

ผมเลยยอมจำนนด้วยเหตุผลอันยิ่งใหญ่และถูกต้องของท่าน และของผมด้วย

การโต้แย้งคราวนั้น นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว ผมยังถูกชังน้ำหน้าเรื่อยมา ทำให้ไม่ก้าวหน้าในการงาน เลยต้องย้ายโรงเรียนหนี

แต่ผมไม่ได้เสียใจอะไรนัก เพราะถึงอย่างไร ผมก็ยังรักษาอุดมการณ์ของผมไว้ได้ดังเดิม นั่นคือ ผมยังชอบผู้หญิงมีนมอยู่เช่นเดิม

บางโรงเรียน มีเจ้าอาวาสเข้ามาขอเงินเดือนครูคนละหนึ่งเดือน (ขอให้ทำบุญ) ครูทั้งโรงเรียนมีทั้งหมด 50 กว่าคน มีเงินเดือนตั้งแต่ต่ำสุดจนสูงสุด คิดดูว่ารวมแล้วจะเป็นเงินไหร่ ท่านเจ้าอาวาสบอกว่าจะไปสร้างศาลา ทั้งที่ก็สร้างไว้มากจนไม่ที่จะสร้างแล้ว และส่วนมากก็เป็นที่อาศัยของหมาแมว แต่ท่านก็จำเป็นต้องสร้างเพื่อ “พัดยศ”

ส่วนพวก “ท่าน ผ.อ.เขต” หลายๆเขต เอาเท่าที่ผมทราบ บ้างก็พอทน บ้างก็เหลือจะทน แต่ก็ต้องทน หลายท่านก็ทำมาหากินกับการย้ายของครูจนร่ำรวย ส่วนตำแหน่งที่สูงไปกว่านี้ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้คลุกคลีด้วย แต่ที่ยกตัวอย่างมานี้ก็พอเห็นเหตุแล้วว่า “ทำไมการศึกษาไทยจึงล้มเหลว”

ผมเชื่ออย่างสนิทใจและไม่ลบหลู่ด้วยว่า ชาติหน้าอีกสองชาติ แถมมีรัฐมนตรีและปลัดฯทีเดียวอย่างละสิบคนพร้อมกัน กระทรวงศึกษาธิการก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ (คุณภาพบุคลากร) สุดท้ายเราก็อยู่กันไปวันๆ ส่วนผมก็เพิ่มศัตรูหรือคนหมั่นไส้ได้ทุกเดือนเหมือนกัน

เมื่อเหตุและผลของมันเป็นเช่นนี้ บางทีเราก็ไม่อยากจะหวังอะไร หรืออยากจะทำอะไร โดยเฉพาะครูที่ตั้งใจจะเป็น “ครูจริงๆ” ไม่ใช่ “คนสอนหนังสือ” หรือ “กาฝากในวงการศึกษา”

สิ่งบั่นทอนกำลังใจของครูอีกอย่างหนึ่ง จากร้อยแปดพันเก้าอย่าง ก็คือ ครูที่ตั้งใจทำงานหรือเป็นครูจริงๆ นั้น ผู้บังคับบัญชามักมองไม่เห็น หรือไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ชั่วกว่านั้น ยังถูกผู้บังคับบัญชาอิจฉาเสียอีก สุดท้ายครูจริงๆก็ถูกกลืนหายไปในระบบที่เฉื่อยชาล้าหลัง คลั่งอำนาจนั้น

หากมองด้วยทัศนะของความแปลกแยก ทั้งหมดก็เป็นความแปลกแยกที่ซับซ้อนสับสน เริ่มตั้งแต่ “การศึกษาไม่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร” คือมันไม่รู้ว่าตัวมันเองเป็นอย่างไรและจะต้องเป็นอย่างไร เพราะมันเริ่มต้นด้วยการเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม/ตลาดเสรี ส่วนบุคลากรซึ่งอยู่ในสภาพสังคมหรือสิ่งแวดล้อมแบบบริโภคนิยมแบบนี้(ที่น่าบริโภคที่สุดก็คืออำนาจและผลประโยชน์) ก็ยากจะแหกคอกไปได้ แต่กลับเตลิดไปไกล (ไร้ความรับผิดชอบ) กว่าเนื้อหาสาระที่สอนหรืองานที่บริหารเสียอีก (ของทุนนิยม/ตลาดเสรี) ส่วนครูจริงๆก็เหนื่อยหนักต่อไป บ้างก็อ่อนล้า และในที่สุดปลดภาระทั้งหมด ขอแค่อยู่ไปวันๆ

ส่วนครูปลอมๆรู้จักประจบสอพลอ พะเน้าพะเนอเจ้านายก็ได้ดีกันไป พอเป็นใหญ่เป็นโตสักหน่อยก็เป็นอย่างที่ยกตัวอย่างมานั่นแหละ ส่วนนักเรียนก็เป็นแค่เครื่องมือหรือเวทีให้ครูได้สำแดงบทบาทกันไป สุดท้ายเวลาที่เรียนไปเกือบครึ่งชีวิตก็ไม่ได้อะไรเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากคำประณามว่า “เด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง”

เราชอบเปรียบครูเหมือนเรือจ้าง วันนี้เราก็เห็นแล้วว่าเรือมันแตกพังกระจัดกระจาย เพราะการแก่งแย่งกันเองและไม่สำนึกต่อหน้าที่ ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งผู้บริหาร ต่างก็แย่งชิงคว้าซากเรือกันคนละชิ้นสองชิ้น บ้างก็จมหายไปในสายน้ำที่โสโครก และวันเวลาที่สูญเปล่า บ้างก็เอาตัวรอดไปได้

ถ้าถามผมว่าแล้วเราจะทำอย่างไรกันดี

            ผมก็ต้องบอกให้ไปถามท่านรัฐมนตรีหรือนักการศึกษาในห้องแอร์โน่น

            ผมเอง แม้จะปากดีอยู่นี่ ก็จะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน

 

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 7

Posted by on Mar 15, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

ผมขอทบทวนนิยามของภาวะที่เรียกว่า  “ความแปลกแยก” ในฉบับที่แล้วอีกครั้งครับ

                ความแปลกแยก หมายถึง  กระบวนการที่ทำให้มนุษย์ในสังคมถูกควบคุมโดยอำนาจที่แปลกปลอม  ซึ่งนำไปสู่สภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถกำหนดตนเองได้  นั่นคือต้องสูญเสียอำนาจในการกำหนดตนเอง ไม่สามารถเลือก ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่ต้องการได้ มีชีวิตไปตามระบบ กฎ กติกาที่ตนเองไม่มีส่วนร่วมกำหนด

                อีกความหมายหนึ่ง คือ กระบวนการที่ทำให้มนุษย์ต้องแยกออกจากส่วนต่าง ๆ ในสังคม  เช่น ถูกแยกออกจากมนุษย์ด้วยกัน จากวัตถุ จากระบบการผลิต จากโครงสร้างอำนาจ เป็นต้น

                ดร.ปรีชา เปี่ยมพงษ์สานต์ กล่าวไว้ว่า “กระบวนการทั้ง  2  ด้าน นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น  กล่าวคือ เมื่อคนเราไม่สามารถกำหนดตนเองได้  และต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจภายนอกนั้น ย่อมหมายความว่า  คนมีโอกาสที่จะถูกแยกออกจากสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น  ถูกแย่งเอาผลผลิตไป  เป็นต้น  ในขณะเดียวกัน การที่คนถูกแยกออกไปจากสิ่งต่าง ๆ  (เช่น  ถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินใจ )  ก็ย่อมทำให้เขาถูกควบคุม  ถูกกำหนดชะตากรรมต่อไปอีก  โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชีวิตไม่มีเลย”

                ดร.ปรีชา เสนอว่า ระบบสังคมใหม่ หรือทฤษฎีใหม่ใดๆที่จะนำพามนุษย์และสังคมไปสู่ดุลยภาพนั้น จะต้องเป็นมรรควิธีเพื่อขจัด/สลายความแปลกแยกทั้งปวงของมนุษย์  ไม่ใช่เป็นระบบที่สร้างความแปลกแยกให้รุนแรงยิ่งขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                ผมได้เสนอว่า หากรัฐ/รัฐบาลไม่ยินยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ การศึกษาก็ควรจะทำหน้าที่เสียเอง ด้วยการปฏิรูปทั้งเนื้อหาหลักสูตรและกระบวนศึกษาทั้งหมด ที่มีเป้าหมายที่ “สังคมดุลยภาพ”

                ด้วยการสร้าง ยุทธศาสตร์การศึกษาดุลยภาพ ให้ได้ก่อน แล้วปฏิบัติการให้มันเป็นจริงด้วย กลยุทธ์แบบเครือข่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องช่วยกันคิด

                ผมเขียนไว้หลายฉบับว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือตลาดเสรีกับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นสร้างความแปลกแยก/แตกสลายให้มนุษย์มากมาย ทั้งมนุษย์ต่อมนุษด้วยกันเองย์ มนุษย์กับตัวเขาเอง และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมหรือโลกที่เขามีชีวิตอยู่ ดังจะเห็นว่าในยุคสมัยนี้ เรามีชีวิตอยู่ในสถานการณ์สงครามทั้งเต็มรูปแบบและจรยุทธ์ ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งภายในรัฐและนอกรัฐ กระทั่งสงครามโดยรัฐกับประชาชนในรัฐ และต่างก็สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ด้วยการประดิษฐ์ ชื่อ ขึ้นมา เพื่อประณามและทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เช่น ผู้ก่อความไม่สงบ รัฐบาลมือเปื้อนเลือด พวกนิยมความรุนแรง พวกเผด็จการซ่อนรูป ผู้ก่อการร้าย (ย่อมหมายความว่าคนที่ประณามคนอื่นเป็นผู้ก่อการดี)

                ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐ/รัฐบาล อาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเองก็ได้

                สงครามหลายรูปแบบ และมีชื่อเรียกหลากหลายนั้นหากแยกแยะออกมาเป็นกิ่งใหญ่ๆก็เป็น ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกด้านเกี่ยวพัน เป็นเรื่องเดียวกัน หากวิเคราะห์ให้ลึกเข้าไปถึงระดับสัจธรรมก็ต้องอาศัยพุทธศาสนา โดยผ่านทางท่านพุทธทาส

                ท่านพุทธทาสกล่าวว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์ที่ลุกลามออกเป็นสงครามนั้นล้วนมีเหตุมาจากความต้องการเสพ กามคุณ 5”

                คือความต้องการ/ปรารถนา(ตัณหา) จะเสพรสทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง

                แค่นี้แหละที่ทำให้มนุษย์ต้องแย่งชิง เข่นฆ่า ประหัตประหารกันสารพัดรูปแบบ หลากหลายวิธี สุดท้ายก็ทำให้โลกและชีวิตของเราแปลกแยก/แตกสลายอย่างทุกวันนี้

                การศึกษาของเรามีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดความวิบัติดังกล่าวนี้ และนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาของเรามาตลอด  ตั้งแต่เข้าเรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 1

                ผมพูดตามจริง ไม่ใช่อุปมาอุปไมยหรือพูดแบบประชดประชัน และผมก็เชื่อว่ามีเด็กอีกนับร้อยล้านคนในโลกนี้คิดและรู้สึกเหมือนผม นั่นคือ  ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเรียนหนังสือ แล้วแสดงออกด้วยอาการแตกต่างกันไป เช่น เกเรบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง หนีเรียนบ้าง จำใจจำทนเรียนบ้าง มีน้อยคนมากที่ตั้งใจเรียน เพราะมีความรับผิดชอบต่อความคาดหวังของพ่อแม่ ครูอาจารย์ รวมทั้งตัวเองที่อยาก มีอนาคต และยิ่งน้อยเข้าไปอีกที่เรียนแล้วสนุกหรือมีความสุข

                อาการเหล่านี้ คือ การวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาที่ตรงไปตรงมาที่สุด พร้อมกันนั้นก็เป็น การประท้วงต่อต้าน ไปด้วย

                แต่เรา ทั้งในฐานะผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ รวมทั้งในฐานะ ผู้ พิทักษ์ปกป้องการศึกษา ก็จะก่นประณามเด็กเหล่านั้น แล้วก็ทำโทษบ้าง ใช้จิตวิทยาบ้าง หรือไม่ก็ ช่างหัวแม่มันแล้วเราก็ได้ ผลิตผลของการศึกษา มาอีกเป็นโขยงให้เป็นปัญหาสังคม

                ร้ายกว่านั้น เราได้คนที่แปลกแยกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ มองโลกในแง่ร้าย ป่วยไข้ทั้งกายและใจ

                ส่วนคนที่ประสพความสำเร็จในชีวิตล่ะเป็นอย่างไร?

                ดูเหมือนผมจะพูดไปแล้วว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในระบบเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือ คนที่ได้งานดี หมายความว่า ทำงานสบาย – ออกแรงน้อยได้เงินมาก เป็นงานที่มีหน้ามีตา มียศถาบรรดาศักดิ์ เจริญก้าวหน้ารวดเร็ว ฯลฯ คนเหล่านี้จะพูดถึงแต่เรื่อง เงิน และ อำนาจ

                เงินยิ่งมากก็ยิ่งนับว่าประสพความสำเร็จมาก พร้อมกันนั้น เงินก็ส่งเสริมให้เขามีอำนาจมากขึ้นไปด้วย เกียรติยศชื่อเสียงก็เพิ่มพูนขึ้น แต่คนเหล่านี้ร่ำรวยมาจากอะไรเล่า ถ้าไม่ใช่การ กินแรง หรือ กินส่วนเกิน คนอื่น

                แปรความได้อีกที คือ เป็นคนที่เห็นแก่ตัว ขณะเดียวกันก็สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น และกระเทือนไปถึงสังคมด้วย

                แต่สังคมก็ไม่ค่อยสนใจปัญหาเหล่านี้นัก ซ้ำกลับชื่นชมยินดีคนรวย คนมีอำนาจ คนมียศถาบรรดาศักดิ์ เพราะเราถูกปลูกฝังความคิดแบบ อำนาจนิยม มาอย่างนั้น ซ้ำยังเอาไปผูกโยงกับเรื่องกรรมเรื่องเวรอีก ว่า คนรวย คนมีอำนาจ คนมียศถาบรรดาศักดิ์ นั้นเป็นคนที่ทำบุญมาดี ส่วนคนที่ถูกกินแรงกินส่วนเกิน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในชีวิตได้รับแต่ความเฮงซวยนั้นเพราะเอาแต่สร้างกรรมชั่วมา ชาตินี้เลยต้องมาเป็นขี้ข้าเขา (ซึ่งเท่ากับสนับสนุนให้เกิดการเอาเปรียบขูดรีดกันมากขึ้น)

                นั่นกรรมในชาติก่อนๆ

                แล้วกรรมในชาตินี้ล่ะ ที่เรียกว่า กรรมปัจจุบัน จะว่าอย่างไร?

                กรรมนั้นเป็นของแต่ละคนนั้นแน่นอน ขณะเดียวกันก็เป็น กรรมของสังคม ด้วย เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว ทำกิจกรรมอยู่คนเดียว

                แล้วคนที่ร่ำรวยเพราะเอาเปรียบคนอื่นนี่ ถือว่าเขาทำ กรรมดีและเป็นบุญหรือ?

                ถ้าเช่นนั้นเราก็เอาเปรียบกันให้มากๆ เพราะมันเป็นกรรมดีและเป็นบุญ! (ซึ่งเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำกันอยู่แล้ว การศึกษาของเราก็สั่งสอนอยู่ทุกวัน)

                ดังนั้นผมจึงสรุปเอาไว้ตรงนี้ว่า การศึกษาของเราเป็นการศึกษาเพื่อให้มนุษย์เกิดความแปลกแยก ทั้งมนุษย์ต่อมนุษย์ มนุษย์กับตัวเขาเอง และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมหรือโลกที่เขามีชีวิตอยู่

                ส่วนความแปลกแยกด้านอื่นๆ ผมขอสรุปเพื่อเปิดประเด็นต่อไป ได้แก่ ความแปลกแยกด้านเศรษฐกิจ  การเมือง และสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

               ความแปลกแยกด้านเศรษฐกิจ คือ เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย คนจนเข้าไม่ถึงทรัพยากรและถูกกีดกัน ขาดความรู้เท่าทัน ฯลฯ รายงานขององค์การสหประชาชาติบอกว่ามีคนแค่  20 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่ครอบครองทรัพย์สินของสังคมถึง  80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนอีก 80 เปอร์เซนต์ครอบครองทรัพย์สินเพียง  20 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่าในสังคมไทยก็มีอัตราส่วนเท่านี้เช่นกัน

               ความแปลกแยกด้านการเมือง การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆได้ ซ้ำตัวระบบเองก็สร้างปัญหาและไม่ทำงาน ตัวแทนทุกระดับไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของผู้เลือกตั้ง แต่เป็นตัวแทนกลุ่มประโยชน์ต่างๆ เมื่อขัดแย้งและแย่งชิงผลประโยชน์กันก็ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

               ความแปลกแยกด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในประเทศทุนนิยมและสังคมนิยม(ทุนนิยมโดยรัฐเผด็จการ) ไม่ต่างกัน เพราะเป็นการผลิตเพื่อส่วนเกิน สินค้าที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเครื่องอุปโภคบริโภคนั้นมาจากวัตถุดิบที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นยิ่งผลิตและส่งเสริมให้บริโภคมากเท่าใดก็ยิ่งล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากเท่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้น สิ่งที่เหลือจากการบริโภคก็เป็นขยะทำลายสิ่งแวดล้อมและตัวมนุษย์เองอีก เช่นเดียวกับในขบวนการผลิตที่ต้องมีของเสีย ทั้งสารเคมี ปฏิกูล ทั้งในผืนดิน แหล่งน้ำ และอากาศ

                ทรัพยากรหลายอย่างใช้แล้วหมดไป บางอย่างสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่เคยมีอยู่ในโลก ประกอบกันเป็นโลกและชีวิตทั้งหมด ต้องสูญเสียดุลยภาพอย่างแน่นอน โดยปรากฏเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ที่เราเรียกกันว่า ภัยพิบัติจากธาตุ  4”  หรือ “ธาตุ  4 พิโรธ

                การจะพ้นไปจากความแปลกแยกด้านต่างๆดังกล่าวได้นั้น  เราจะต้องมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า สำนึกใหม่  คือ มีความรู้ มีความเข้าใจ ชีวิตและโลก ตามที่มันเป็นจริง หรือมีความรู้ มีความเข้าใจ  “กฎของธรรมชาติ” และนำกฎนั้นมาแปรเป็นกฎสำหรับการดำรงชีวิตและกรรมกิจต่างๆ ทั้งในฐานะปัจเจกชนและสังคม (ซึ่งมีอยู่แล้วในพุทธธรรม)

                การแก้ปัญหาความแปลกแยกทั้ง  3 ด้านดังกล่าว พร้อมกับสร้างสรรค์สำนึกใหม่นั้น สถาบันที่จะต้องมีบทบาทนำก็คือ สถาบันการศึกษา

               ในระดับองค์กรจะต้องรณรงค์  ต้องโฆษณา ประชาสัมพันธ์ด้วยรูปแบบต่างๆ ต้องผลักดันให้เป็นนโยบายของพรรคการเมืองและการเมืองระดับท้องถิ่น

                ทั้งหมดนี้ แม้จะเป็นเพียงฝันทั้งลืมตาก็ดีกว่านั่งเหม่อไปวันๆ

                เราต้องมีจินตภาพ เชื่อมั่นในพลังของตนเอง ของชุมชน ขององค์กรที่ตนสังกัด ว่าสามารถจะเปลี่ยนแปลงสังคมของตนได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับเครือข่ายหลากหลายมิติ ทั้งภายใน (ใจ) ภายนอก(สังคม) อย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการเปลี่ยนอย่างยินยอมพร้อมใจ ไม่ใช่การใช้อำนาจบังคับ

                เราต้องศึกษากลยุทธ์การเผยแผ่พุทธธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งสวยงามราวกับกวีนิพนธ์  พระองค์เริ่มจากคน  5  คือ พวกเบญจวัคคีย์ จากนั้นก็เพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างรวดเร็ว คนทุกชนชั้นจำนวนมากล้วนเป็นสาวกของพระองค์ ที่เรียกว่า พุทธบริษัท  4” โดยไม่มีการบังคับ ข่มขู่ หรือปราบปรามแต่อย่างด และไม่มีใคร ยึดอำนาจ ไปจากพระองค์ได้

                สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ แม้จะกลายเป็นอื่น (แปลกแยก) ไปมากแล้ว แต่ก็ยังคงมีอิทธิพลในจิตใจผู้คนอยู่ การนำรูปแบบ ชุมชนสงฆ์ มาปรับ/ประยุกต์ใช้ในชุมชน องค์กร หน่วยงาน น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและเร็วกว่า

               และไม่มีความแปลกแยกอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเองด้วย

               ทั้งหมดก็เพื่อปัจเจกชนและสังคมจะคืนเข้าสู่ภาวะดุลยภาพ

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 6

Posted by on Mar 15, 2012 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

        ในกิจกรรมของคณะสงฆ์มีหลักการอย่างชัดเจนว่า  จะไม่มีการสะสมปัจจัยการดำรงชีวิตในปริมาณที่เกินความจำเป็น  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม  ข้าวปลาอาหาร  ยารักษาโรค  ทุกอย่างห้ามมีการสะสม  กักตุน  กอบโกย  ถ้าได้รับมามากก็ต้องแจกจ่ายแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นไป  ถ้าเอาส่วนเกิน  แสวงหาเกิน  เก็บไว้เกิน  มีเกิน  กินเกิน  ก็ถือว่าเป็นอาบัติเป็นโทษ  ท่านพุทธทาสสรุปว่า  หลักนี้ใช้ทั่วไปสำหรับบุคคลที่อยู่ในโลกเศรษฐกิจสังคมด้วย

        “ทุกศาสนาในโลกเป็นสังคมนิยม  ไม่ใช่ประชาธิปไตยอัตนิยม  ที่ทำอะไรตามใจตัวเอง  พระศาสดาทุกพระองค์ต้องการให้ยึดหลักสังคมนิยม  เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นใหญ่  ถ้าเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นช่องทางให้เกิดกิเลสทันที  พุทธศาสนาจึงเป็นสังคมนิยมอย่างยิ่ง”
        “นี่หมายความว่า  ไม่ควรมีใครเอาเงินส่วนเกิน จะเอาแต่พอดีเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต  เพื่อว่าเงินส่วนที่เหลือจากที่จำเป็นนั้นจะได้ตกไปเป็นของผู้อื่น  หรือของสังคมบ้าง ”

(พระพุทธเจ้ามีอุดมคติแนวสังคมนิยม โดย ดร.ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์)

        เมื่อรัฐไทยหรือประเทศไทยน้อมนำเอาระบบเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรีเข้ามาเป็นศาสนา/ศีลธรรมใหม่ในสังคมไทย ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมอย่างหลากหลายต่อองคาพยพของสรรพชีวิต ทั้งคนกับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมกับสิ่งแวดล้อม และคนกับคนด้วยกัน โดยผ่านทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคน เพราะคนนั้นเป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่เป็น สัตว์เศรษฐกิจ  ไม่ใช่หมู วัว ไก่ เป็ด  กุ้ง อย่างที่เขาเรียกกันในฟาร์มของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์และ ฯลฯ

        เมื่อทุนนิยม/ตลาดเสรีเป็นแกนหรือเฟืองหลักของรัฐไทยหรือประเทศไทย เฟืองประกอบตัวอื่นๆ ที่มีหลากหลายขนาด อันได้แก่องค์การ สถาบัน กฎ ระเบียบ จารีต ประเพณี ฯลฯ ทั้งหลายประดามีก็ต้องทำงานประสานกับเฟืองหลักดังเครื่องจักร เป็นต้น

        กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เฟืองประกอบทั้งหลายจะต้อง รับใช้ เฟืองหลัก อันได้แก่องค์กร /สถาบันที่เราอยู่กับมันมาทุกลมหายใจก็คือ สถาบันการเมือง ที่เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย (ที่ห้ามใครขัดคำสั่งและรู้ทันผู้มีอำนาจ) สถาบันเศรษฐกิจที่เรียกระบบเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรี ซึ่งโดยตัวมันเองก็เป็นฟันเฟืองหลักอยู่แล้ว แต่ยังมีฟันเฟืองตัวย่อย (องค์กร/หน่วยงาน) อีกจำนวนมาก

        ที่ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ตามมาด้วย การศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือของระบอบทุนนิยม/ตลาดเสรี

        การศึกษา นี้ทำหน้าที่หลักคือ ผลิตคนให้รับใช้ระบอบทุนนิยม/ตลาดเสรี อย่างที่ผมพูดอยู่เสมอว่า สอนคนให้แก่งแย่งแข่งขันกันทำมาหากิน หรือ ปล้นชิงทรัพยากรโลก พร้อมกันนั้นก็ปล้นชิงผู้คนกันไปด้วย ทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย ทั้งผิดศีลธรรมและถูกศีลธรรม

        เลวร้ายกว่านั้น การศึกษาของทุนนิยม/ตลาดเสรี ยังกำหนดและกำกับชีวิตผู้คนให้เป็นไปในทิศทางของมัน พร้อมทั้งครอบงำ/ครอบครองจิตสำนึกของผู้คนให้คิดอย่างอื่นไม่ได้ คิดอย่างอื่นไม่เป็น ยอมรับโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ ราวกับว่ามัน (ระบบเศรษฐกิจ/การเมือง) เป็นธรรมชาติของโลกเอง มนุษย์ไม่มีพลังและเจตจำนงใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงมันให้ชีวิตตนเองดีขึ้น หากใคร แหกคอก เมื่อไหร่ มันก็จะกำจัดทันที ด้วยกฎหมายและเจ้าหน้าที่ของมัน เพราะถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบ ตัวอย่างที่ชัดเจนและเจ็บปวดมากๆก็คือ เรื่อง เบี้ยกุดชุม ที่หมู่บ้านกุดชุม ชาวบ้านเขาใช้เบี้ยแทนเงินตราของรัฐ/รัฐบาล เพื่อให้เบี้ยที่เป็นเงินตราของพวกเขานั้นหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน และให้ผลประโยชน์ทั้งหลายตกอยู่ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ การพึ่งพาตัวเองของหมู่บ้าน แต่ในที่สุด รัฐบาลทั้งสมัยนายชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตรก็กำจัดมันเสีย ด้วยข้อหา ผิดกฎหมาย ของระบอบทุนนิยม/ตลาดเสรี

        ส่วนกฎของชาวบ้าน ขนบ ประเพณี พลังสร้างสรรค์ จิตวิญญาณชุมชน ที่ชาวบ้านจะอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจาก ตลาด ของพวกเขา ก็ถูกกระทำย่ำยีจนพินาศ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนทุกคนในประเทศนี้ต้องพึ่งพา ตลาด ของพวกนายทุนในระบบทุนนิยม/ตลาดเสรี ในกรณีของหมู่บ้านกุดชุมก็คือ ต้องพึ่งเงินตราของรัฐ/รัฐบาลและระบบธนาคาร          ดอกเบี้ยและค่า ธุรกรรมต่างๆ ถูก ตลาดของนายทุน ฉกเอาไปจนสิ้น

        พร้อมกันนั้นรัฐ/รัฐบาลก็แหกปากตามสื่ออยู่ทุกวัน ว่าอยากให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ชุมชนเข้มแข็ง มีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง

        แต่ในระบบทุนนิยม/ตลาดเสรีไม่มีใครพอเพียง ไม่มีใครอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่มีใครอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรี นอกจากพวกนายทุนใหญ่ๆ ส่วนนายทุนน้อยหากเติบโตไม่ได้ วันหนึ่งก็จะกลายมาเป็นบุคคลล้มละลาย

        ปัญหาอาชญากรรมทั้งหลายล้วนเกิดจากระบบ คนกินคน หรือระบบทุนนิยม/ตลาดเสรีทั้งนั้น ทั้งในประเทศที่เรียกตนเองว่า ประชาธิปไตย และประเทศที่เคยเป็นและกำลังเป็น สังคมนิยม

        เพราะทั้งสองระบบล้วนเป็น ทุนนิยม ด้วยกันทั้งนั้น

        ประเทศที่เรียกตนเองว่าประเทศประชาธิปไตยนั้นมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรี โดยเอกชน หรือ ทุนนิยมโดยเอกชน หมายความว่า เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จากวิธี ใครมือยาวสาวได้สาวเอา  ต่างหรือร่วมกันขูดรีดกินแรง หรือส่วนเกินจากคนอื่น คนจนคนสิ้นไร้ไม้ตอกในระบบนี้จึงเป็น ทาสแรงงาน ของเอกชนหรือนายทุน

        ส่วนประเทศสังคมนิยมนั้น กำไรหรือส่วนเกินตกเป็นของรัฐหรือรัฐบาล เรียกว่า ทุนนิยมโดยรัฐ คนผลิตหรือประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ในผลผลิตของตน รัฐ/รัฐบาลยอมให้แค่พอมีพอกินเท่านั้น เลยกลายเป็น ทาสแรงงาน ของรัฐไป

เจ็บปวดกกว่านั้น เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ อย่างที่ชาวสังคมนิยมวาดฝันไว้ ก็กลายเป็นเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ เฉพาะพวกเฉพาะกลุ่ม ที่เสวยอำนาจอยู่เท่านั้น

        ดังนั้นรัฐ/ประเทศสังคมนิยมที่เคยเป็นและยังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงไม่ได้เป็นสังคมนิยมที่แท้จริง มันเป็นแค่รัฐ/ประเทศทุนนิยมที่เผด็จการโดยรัฐ/รัฐบาลเท่านั้น

        รัฐ/ประเทศทั้งสองระบอบต่างก็ขูดรีดกินแรง กินส่วนเกิน หรือเอารัดเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า มีโอกาสน้อยกว่าด้วยกันทั้งนั้น ทำให้เกิดการแตกแยกแตกต่างทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคม ที่สำคัญคือปัญหาเรื่องจิตใจสารพัด

        ระบบเศรษฐกิจ/การเมืองดังกล่าว จะครอบงำจิตสำนึกของเราโดยไม่รู้ตัว เราอาจจะมีความรู้สึกเหมือนกับตนเองเป็นวัตถุ  อยู่โดดเดี่ยว  อ้างว้าง  ถูกแยกออกจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ถูกแยกออกจากผลผลิตของตนเอง  ถูกแยกออกจากกระบวนการต่าง ๆ   (เช่น  กระบวนการผลิตหรือกระบวนการตัดสินใจ) ภายใต้สภาวะเช่นนี้  ผู้คนในสังคมจะมีความรู้สึกไม่พอใจ  เบื่อหน่ายชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัว  รวมทั้งจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่บ่งถึงความไร้อำนาจ  ไร้พลังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดทั้งสิ้น

        หากมองด้วยทัศนะของ ความแปลกแยก (Alianation)  ทั้งหมดนั้นก็คือ ความแปลกแยก ที่รัฐ/รัฐบาล รวมทั้งคนทั่วไปที่อยู่ในสังคมเดียวกัน หรือต่างสังคมกระทำแก่กันจนซับซ้อนสับสน ยุ่งเหยิงมันด้ายพันกัน ยากจะแก้ไขคลายปมได้

ดร. ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์ กล่าวถึงสภาวะดังกล่าวไว้ว่า  “มนุษย์ถูกพันธนาการโดยโซ่ตรวนที่เขาได้หล่อหลอมขึ้นมาด้วยตนเองอย่างไม่รู้ตัว”  

        และให้นิยามเรื่อง  “ความแปลกแยก” ไว้ว่า

        1  ความแปลกแยก หมายถึง  กระบวนการที่ทำให้มนุษย์ในสังคมถูกควบคุมโดยอำนาจที่แปลกปลอม  ซึ่งนำไปสู่สภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถกำหนดตนเองได้  นั่นคือต้องสูญเสียอำนาจในการกำหนดตนเอง

        2  ความแปลกแยก   หมายถึง  กระบวนการที่ทำให้มนุษย์ต้องแยกออกจากส่วนต่าง ๆ ในสังคม  เช่น ถูกแยกออกจากมนุษย์ด้วยกัน จากวัตถุ จากระบบการผลิตจากโครงสร้างอำนาจ เป็นต้น

        “กระบวนการทั้ง  2  ด้าน นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น  กล่าวคือ เมื่อคนเราไม่สามารถกำหนดตนเองได้  และต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจภายนอกนั้น ก็ย่อมหมายความว่า  คนมีโอกาสที่จะถูกแยกออกจากสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น  ถูกแย่งเอาผลผลิตไป  เป็นต้น  ในขณะเดียวกัน การที่คนถูกแยกออกไปจากสิ่งต่าง ๆ  (เช่น  ถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินใจ )  ก็ย่อมทำให้เขาถูกควบคุม  ถูกกำหนดชะตากรรมต่อไปอีก  โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชีวิตไม่มีเลย”

        ดร.ปรีชา เสนอว่า ระบบสังคมใหม่ หรือทฤษฎีใหม่ใดๆที่จะนำพามนุษย์และสังคมไปสู่ดุลยภาพนั้น จะต้องเป็นมรรควิธีเพื่อขจัด/สลายความแปลกแยกทั้งปวงของมนุษย์  ไม่ใช่เป็นระบบที่สร้างความแปลกแยกให้รุนแรงยิ่งขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        แต่ถ้าสังคมใหม่ หรือทฤษฎีใหม่ใดๆไม่สามารถนำพามนุษย์และสังคมไปสู่ดุลยภาพได้ เพราะกลุ่มคนที่กุมอำนาจรัฐ หรือได้ผลประโยชน์จากรัฐ/ประเทศแบบนี้ไม่ยินยอม การศึกษาก็ควรจะทำหน้าที่เสียเอง ด้วยการปฏิรูปทั้งเนื้อหาหลักสูตรและกระบวนศึกษาทั้งหมด ที่มีเป้าหมายที่ “สังคมดุลยภาพ”

        ผมทราบดีว่าเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะระบบการศึกษาไทยนั้นเป็นเครื่องมือหรือเฟืองตัวหนึ่งของระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรี  มันจะขบถต่อเฟืองหลัก หรืออำนาจเหนือมันได้อย่างไร?

        แต่ “นักการศึกษาที่แท้” ไม่ควรยอมจำนนครับ สร้าง “ยุทธศาสตร์การศึกษาดุลยภาพ” ให้ได้ก่อน แล้วปฏิบัติการให้มันเป็นจริงด้วย “กลยุทธ์แบบเครือข่าย” จะแบบไหนอย่างไรต้องช่วยกันคิดครับ

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 5

Posted by on Sep 26, 2011 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

          การศึกษาไทยเคยมีแก่นหรือสาระที่เรียกกันว่าไตรสิกขา  คือเรียนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เห็นคำ 3 คำนี้ก็อย่าเพิ่งหัวเราะครับ ว่าโคตรเชยและล้าหลัง เพราะในคำ 3 คำนี้แหละมี องค์ธรรม อีกมาก และมีกระบวนการและวิธีการอีกเพียบที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตและสรรพสิ่งที่เราสัมพันธ์อยู่ด้วยกันจน “เป็นชีวิต”

 

          ชีวิตที่ไม่ได้เป็น ปัจเจก หรือ ตัวตนเฉพาะ ของแต่ละคนดังที่เราเข้าใจกันอยู่ แต่เป็นข่ายใยของชีวิตที่ผูกโยงสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายหลากหลายมิติ ทั้งภายในชีวิตเราและนอกชีวิตเรา เราจึงเป็นเพียง หน่วยหนึ่ง ของ ความเป็นทั้งหมด และต่างก็ส่งผลกระทบถึงกันหมด ไม่ว่าจะเรียกมันว่าดีหรือร้าย

 

           ยกตัวอย่าง ร่างกายของเราคนเดียว เราคิดเอาว่ามี หนึ่ง หรือหนึ่งชีวิต แต่เมื่อแยกออกอีกก็จะพบว่ามี สอง คือ รูปและนาม หรือจิตกับวัตถุ

 

          จิตหรือใจก็แยกได้อีกมากมาย หลายแบบ เช่น เวทนา(ความรู้สึก) สัญญา(จำ) สังขาร(คิด) วิญญาณ (รับรู้) ส่วนวัตถุหรือกายหรือรูป แบ่งตามชีววิทยาก็ประกอบด้วยอวัยวะ ระบบต่างๆ ย่อยลงไปจนถึงนิวเครียส โปรตรอน อีเลคตรอน และยังมีเล็กย่อยลงไปอีก

 

          ชีวิตเราก็สัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา เห็นได้ชัดก็เรื่องปัจจัย 4 แต่ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่านี้อีกมาก ที่เรียกรวมๆว่า ระบบนิเวศ ซึ่งต้องรวมภูมิปัญญาของฝ่ายพุทธศาสนาที่ค้นพบ นิเวศญาณ ไว้ด้วย

ทั้งหมดที่ผมยกตัวอย่างมาคร่าวๆ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าอย่าดูหมิ่นดูแคลนวิชาของฝ่ายตะวันออก โดยเฉพาะพุทธศาสนา เพราะเป็นแกนที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจตัวเองและสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริง (กฎธรรมชาติ) และสามารถดำเนินชีวิตได้ถูกต้องตามความเป็นจริงฝ่ายบวก


          การดำเนินชีวิตนั้น หมายถึงการมีชีวิตอยู่ไปจนกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนแปลงของมันในระดับอภิวัฒน์ หรือที่เรียกว่าตาย – เกิด (จุติ – ปฏิสนธิ) ในระหว่างที่ยังดำเนินชีวิตหรือมีชีวิตอยู่นั้น เราต้องศึกษาหรือสิกขาให้เขาเข้าใจชีวิตและสรรพสิ่งให้ถ่องแท้มากที่สุด พร้อมกับปฏิบัติตามไปด้วย เพื่อพัฒนาศักยภาพของเราและโลกที่เราอาศัยอยู่


          ผลของความเข้าใจถ่องแท้ถึงชีวิตและสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริงๆ นั้นจะส่งผลต่อไปอีกคือ เราจะเห็นว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร ทั้งเฉพาะส่วนตัวและสังคม รวมถึงสรรพสิ่งด้วย ซึ่งในเรื่องเหล่านี้จะมีเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมรวมอยู่ด้วย


          เป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เกิดจากการ นึกคิดเอาเอง เช่นคิดสร้างระบอบการเมืองแบบนั้น ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ หรือกระทำไปตามสัญชาตญาณ หรือแรงขับของกิเลสตัณหา ดังที่โลกเรากำลังกระทำกันอยู่

          แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ที่เกิดจากความรู้ ความเข้าใจในกฎของธรรมชาติ แล้วแปรมาเป็นกฎ ระบอบ ระบบ ระเบียบ ประเพณี ฯลฯ ที่มนุษย์จะปฏิบัติร่วมกัน หรือเป็นสัญญาประชาคมที่เราจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปรกติสุข

          ผลที่ตามมาอีกก็คือมันจะทำให้ชีวิตเรามีความสุขทั้งกายและใจ สังคมและโลกก็จะสมบูรณ์/สมดุลตามที่มันควรจะเป็น


          ทั้งหมดคือเป้าหมายหรืออุดมคติของ ไตรสิกขา หรือ การศึกษาที่แท้” ซึ่งยืนยงโดดเด่นเป็นเสาหลักในสังคมไทยเรื่อยมา แม้สภาพทั่วไปในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ลึกซึ้งและจริงจังเท่าไรนัก

          เป็นการศึกษาที่มีสาระและเป้าหมายเพื่อ ความเป็นไท หรือ อิสรภาพ ของมนุษย์โดยแท้


          แต่ด้วยเหตุที่การศึกษาหรือไตรสิกขาไม่ได้หยั่งรากลึกเพียงพอในสังคมไทยและจิตใจของผู้คน เมื่อรัฐ นำเข้า การศึกษาของฝ่ายตะวันตกเข้ามาเป็นเสาหลักและสาระในสังคมไทย อย่างเป็นทางการ  เสาหลักเดิม (ไตรสิกขา) ก็ถูกถอนทิ้งให้พุพังไปตามยถากรรมอย่างรวดเร็ว


          การศึกษาของฝ่ายตะวันตกนั้นผมพูดไปแล้ว ว่าเขามีแต่เรื่อง การแก่งแย่งแข่งขันทำมาหากิน ที่เราเรียกเป็นระบบ/ระบบว่า ทุนนิยม หรือ ตลาดเสรี ในปัจจุบัน ตามพัฒนาการของมัน


          เมื่อระบบนี้สอนเรื่องการแก่งแย่งกันทำมาหากิน เพื่อแสวงหากำไร เราจึงต้องใช้ชีวิตตัวเองเข้าต่อสู้แย่งชิง (ตื่นแต่เช้ามืด รีบอาบน้ำ รีบแย่งกันขึ้นรถ ถ้ามีรถเองก็ต้องรีบแย่งคนอื่นไป การทำหากินก็แก่งแย่งแข่งขันกันอย่างกับทำสงคราม) เพราะไม่สู้เราก็อดตาย หรือมีปัจจัยดำรงชีวิตอยู่อย่างปรกติได้ยาก พร้อมกันนั้นสำนึกเราก็เปลี่ยนไปด้วย เราเริ่มเคารพยำเกรงคนรวยและคนมีอำนาจ  พร้อมกันนั้นเราก็ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้นบ้าง ซึ่งประสบความสำเร็จก็มี ล้มเหลวก็มาก เผลอแวบเดียวเราก็เป็นเพียงหมาแก่ไม่มีฟันอีกต่อไป ได้แต่นั่งหอบแดดอยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือไม่ก็นอนผะงาบๆอยู่ในห้องไอซียู โดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ(ความสุขแท้) มาเลยทั้งชีวิต


          ผมให้ภาพคร่าวๆของการศึกษาสองแบบ/สองฝ่าย คือการศึกษาฝ่ายตะวันออกหรือในที่นี้คือพุทธศาสนาหรือไตรสิกขา ซึ่งเป็น การศึกษาเพื่อความเป็นไท หรือเพื่ออิสรภาพของมนุษย์ กับการศึกษาของฝ่ายตะวันตกที่สอนเราให้แก่งแย่งแข่งขันกันทำมาหากิน หรือ การศึกษาเพื่อความเป็นทาส ว่าเป็นอย่างไร


          ท่านไม่จำเป็นต้องเห็นตามผม เพราะผมอาจจะมีอคติ แต่ท่านสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็อ่านเอาจากชีวิตของท่านและคนในสังคม แล้วก็ดูไปที่ภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบว่ามีชีวิตแตกต่างกันอย่างไร บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านสนใจ “ชีวิตและการศึกษา”อย่างจริงจังก็ได้


          แล้วมันจะตอบแทนท่านด้วยความสบายใจ ท่านอาจจะพบกันความสุขแท้ในชีวิตประจำวันก็ได้ แม่ว่าโลกมันจะล่มสลายต่อหน้าท่านอยู่ทุกวันก็ตาม

          ไม่ต้องรอให้  รัฐ/รัฐบาล จัดการให้หรอกครับ เพราะพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ให้การศึกษาแบบนี้ พวกเขาต้องรับใช้การศึกษาของตะวันตกหรือ ตลาดเสรี พร้อมๆกับแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ตามสาระและเป้าหมายของมันจนไม่มีเวลาจะหายใจอยู่แล้ว

 

การศึกษาเพื่อความแปลกแยก ตอนที่ 4

Posted by on Sep 26, 2011 in การศึกษาดุลยภาพ | Comments Off

“ปัญญาญาณเปรียบได้กับบุปผาชาติอันหอมหวนอบอวล และนำมาซึ่งความปีติยินดี มันทำให้เราได้สัมผัสกับชีวิตที่สวยสดและเป็นปัจจุบัน แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับใช้เวลาอยู่ในเงื้อมมือของอดีต มันเป็นอดีตที่ตายซาก อ้างอิงคำสอนจากคัมภีร์โบราณ ที่พวกเขาพากันยินยอมและพร้อมใจกันปฏิบัติตาม โดยที่ไม่มีการพิจารณาว่าอะไรคือศาสตร์แห่งความเป็นอยู่ที่แท้จริงของมนุษย์ ศาสตร์แห่งความเป็นมนุษย์จะต้องประกอบไปด้วยสามสิ่งดังที่ได้กล่าวมาแล้ว (สัญชาตญาณ ปรีชาญาณ ปัญญาญาณ) สัญชาตญาณเป็นส่วนที่ทำให้ทุกอย่างเลื่อนไหลดำเนินไปตามธรรมชาติ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เราไม่น่าจะไปยุ่มย่ามรบกวนมัน ปรีชาญาณเป็นส่วนที่ควรค่าอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาใช้เพื่อกรุยทางให้กับปัญญาญาณ เพื่อปัญญาญาณจะได้มีโอกาสผุดบังเกิดขึ้นได้ และเมื่อเราเข้าถึงสิ่งทั้งสามนี้แล้ว ชีวิตเราก็คงจะเป็นชีวิตที่มีพลัง เป็นชีวิตที่สุกสว่าง โชติช่วงชัชวาลดุจการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว”

(คัดจาก ปัญญญาณ โดย โอโช แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด)

(more…)