นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

บ่อนการพนัน บ่อนกาสิโน และระบบเศรษฐกิจกาสิโน

๑.

 ….พื้นฐานด้านการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และมาถึงฉบับที่ 11 เรามุ่งพัฒนาด้านวัตถุ มุ่งสร้างความร่ำรวย ความเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ในแต่ละปีรายงานซ้ำซากว่ามีการรายความเจริญเติบโตของบ้านเมืองเท่านั้น แต่เราไม่เคยประกาศว่าเราเสียคนเท่าไหร่ นึกถึงแต่วัตถุอย่างเดียวเท่านั้น และไม่เคยมองในแง่สังคมให้มีคุณภาพ ไม่เคยมองคุณธรรม จริยธรรม แต่มองแต่ปัจจัยการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ตนโมโหเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ ที่ใช้ ค.ควาย สะกดคำว่า ค.คน ตนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เอาอักษร ค.คน มาสะกด แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ค.คนเป็นมนุษย์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือแต่ ค.ควาย ซึ่งมันก็จะสะท้อนให้เห็นว่าคนเป็นปัจจัยในการผลิต มันซ้ำซ้อนมิติ การพัฒนาประเทศ เราลอกรูปแบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของฝรั่งมาใช้เลยทำให้ยุ่งมาถึงทุกวันนี้ เพราะไม่เข้ากับวิถีของเราพฤติกรรมแปลกๆ พิลึกๆ เพราะเราออกกฎระเบียบไม่เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทย”

 ๒.   
       ดร.สุเมธกล่าวว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเพราะสังคมเรานับถือความร่ำรวย ความโลภ บริโภคนิยม ความฟุ้งเฟื้อทุนนิยม มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ มีระบบอุปถัมภ์ หรือความนิยมพวกพ้อง การเมืองมีการแข่งขันช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ สิ่งที่ทุกคนจะต้องตระหนักคือวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรปในขณะนี้ ซึ่งทำให้เงินล้นระบบทำให้คนเข้าสู่ระบบการกู้ เช่นที่ผ่านมามีการสนับสนุนให้คนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีหนี้ก้อนใหญ่ แต่เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลจะไปขอให้คนรัดเข็มขัดประชาชนก็จะไม่ยอม เพราะถูกสร้างให้เคยตัวใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว ซึ่งเป็นวัฏจักรที่จะวนมาทุกครั้ง หรือ 12 ปี ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือต่างประเทศ

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล

                                                                                                                (ขโมยจาก..หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับออนไลน์)

          คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ สนับสนุนให้มีบ่อนกาสิโน คุณคำ ผกา ก็สนับสนุน -  ม.ล.ณัฐกร เทวกุล (คุณปลื้ม) คุณชูวัส ฤกษ์สิริสุข ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และใครอีกมากก็สนับสนุนให้มีบ่อนกาสิโน ซึ่งเป็นเสียงของชนชั้นนำในสังคมทั้งนั้น

          (ถ้าสำเร็จ ผมก็ขอให้ผู้เรียกร้องได้หาพื้นที่แถวหน้าบ้านของท่านตั้งเป็นบ่อน-กาสิโนด้วยนะครับ..ลูกหลานของท่านจะได้เรียนรู้…)

          เหตุผลหลักของพวกเขา คือ ควบคุมบ่อนไม่ได้ ดังนั้นจึงควรทำให้มันถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับหวยใต้ดิน และแป๊ะเจี๊ยะการศึกษา เพราะจะได้เงินเข้ารัฐ (หมายความว่า รัฐ จะเป็นเจ้ามือโดยอ้อม)

          ผมเชื่อว่าพวกเขาปรารถนาดี และยอมรับว่าปัญหาอบายมุขนั้น…เราหมดปัญญาแก้ไขที่ต้นเหตุแล้ว!

          (เรื่องอบายมุขนี้ไม่ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการจะว่าอย่างไร? ท่านยึดครองผูกขาดการศึกษามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่นับวันมันกลับแย่ลง จนมาถึงวันนี้ก็อยู่ในระดับวิกฤติแล้ว)

          คุณคำ ผกา นั้น “จัดหนัก” กับสังคมไทยตามสไตล์ของเธอว่า “เป็นสังคมมือถือสาก ปากถือศีล” ที่ไม่ยอมรับความจริงว่า ในประเทศไทยนั้นมีซ่อง มีโสเภณี มีการทำแท้ง มีบ่อนการพนัน และแหล่งอบายมุขอื่นๆ…เพียบ! และผมก็เห็นด้วย แต่เสียดายที่เธอไม่สาวขึ้นไปให้ถึงรากเหง้าของปัญหา…

          ว่าทำไมสังคมไทยจึงเป็นเช่นนั้น? และในกรณีบ่อนการพนันจึงคุมไม่ได้?

          ปัญหาพื้นฐานเรื่องบ่อนการพนันในปัจจุบันก็คือ ไม่มีใครควบคุมดูแลอย่างจริงจังและจริงใจ คนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลก็มุ่งแต่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบ่อนการพนันมากกว่า

          ปัญหาต่อมา ก็คือ ทุกคนถูกกระทำให้มีความคิดว่า “เงิน” สำคัญกว่า “ชีวิต” ดังนั้นอะไรที่ทำเป็นเงินได้ก็ต้องทำ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกกฎหมาย – ผิดหรือถูกศีลธรรม (ศีลธรรมนั้นคือมาตรวัดค่าความเป็นมนุษย์) ดูอย่างเรื่องการค้ายาเสพติด และการรับจ้างฆ่าคนก็ได้..รู้ว่ามีโทษรุนแรงถึงประหารชีวิต แต่คนจำนวนมากก็พร้อมจะเสี่ยง…เพื่อเงิน!

          “เงิน” มีความหมาย – มีความสำคัญยิ่งกว่า “ชีวิต” ก็มีเหตุมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หรือยุคนี้เรียกว่า “ตลาดเสรี” เพราะเงินกลายเป็นพระเจ้าที่จะบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนา

          เมื่อ “เงิน” เป็นพระเจ้าเสียแล้ว เราก็ต้องจ่ายหรือบูชามันด้วยเครื่องเซ่นสังเวยที่แสนแพง…คือ ชีวิตทั้งชีวิตของเราเอง

          แบ่งฝ่ายทำลายล้างกันอยู่ทุกวันนี้ก็เรื่อง “เงิน” (อำนาจและผลประโยชน์นั่นแหละครับ)

          แต่ผมก็เห็นว่าทุกวันนี้ “เราก็มีชีวิตอยู่ในบ่อนกาสิโน และระบบเศรษฐกิจกาสิโนอยู่แล้ว”  เพียงแต่มันใหญ่มากเสียจนเรามองไม่เห็น เพราะมันเป็นบ่อนระดับประเทศ และเป็นเครือข่ายของบ่อนระดับโลกอีกที ดังนั้น จะมีบ่อนการพนัน หรือบ่อนกาสิโนอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ไม่แตกต่างกันนัก

          เราเล่นการพนันอยู่ในบ่อนดังกล่าวนี้อยู่ทุกลมหายใจ มีได้ มีเสีย อยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งทุกตาที่เราเล่น เราก็จะเสีย “ค่าต๋ง” ทุกครั้งไป แต่อาจจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่เราได้มา หรือเสียไป

          บ่อนกาสิโนนี้ คือ “บ่อนทุนนิยม” หรือ “บ่อนตลาดเสรี”…ดูภาพย่อได้จาก “ตลาดหุ้น”  นั่นก็เป็นบ่อนการพนันชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อชิงส่วนต่าง หรือลงทุนในระยะยาว

          ผมขอยกตัวอย่างบ่อนทุนนิยม หรือบ่อนตลาดเสรี หรือเรียกให้เต็มยศก็คือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” ดังนี้ครับ…ถูกผิดแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

ย่อบ่อนระดับโลกและระดับประเทศให้เล็กลง โดยให้อยู่ในบ้านของใครสักคนที่ตั้งบ่อนเล่นไพ่

          สมมุติว่าบ่อนนี้มีคนเล่น ๑๐ คน แต่ละคนมีเงินมาเล่นเฉลี่ยแล้วคนละ ๑๐๐ บาท เจ้าของบ่อนตั้งกติกาว่า ทุกตาที่มีใคร “กิน” หรือชนะจะต้องจ่าย “ค่าต๋ง”  ๕ บาท

          คน ๑๐ คน มีเงินรวมกันทั้งสิ้น ๑,๐๐๐ บาท

          ในจำนวนผู้เล่น ๑๐ คนนั้น ไม่ว่าใครจะได้ ใครจะเสีย เจ้าของบ่อนเก็บค่าต๋งตาละ ๕ บาท เล่นกันได้ ๒๐๐ ตา ทุกคนก็หมดตูด!

          (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่…ทดสอบด้วยการตั้งบ่อนกันเดี๋ยวนี้เลย..ชวนผู้บังคับบัญชาด้วยเน้อ จะได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจทุนนิยม/ตลาดเสรีด้วยกัน…)

          เปรียบเทียบกับระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรี ดังนี้ครับ

          “เจ้าของบ่อน” คือ นายทุน

          “เจ้ามือ” คือ พ่อค้าคนกลาง – คือ ผู้รับเหมา – คือ พ่อค้าคนกลาง (อาจจะได้กำไร หรือขาดทุนก็ได้)

          (แต่อย่างบริษัท ซีพี. นั้น คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บอกว่า “ไม่มีพ่อค้าคนกลาง!” จึงตัดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนส่วนนี้ไปได้ ซึ่งก็แน่ละ ก็ท่านทำครบวงจร และมันก็ถูกบวกอยู่ในวงจรที่ครบนั้นแล้ว)

          “ค่าต๋ง” คือ กำไร – คือ ส่วนเกิน -  คือ การกินแรง

          (“มูลค่าส่วนเกิน” หาอ่านดูได้ในเน็ตนี่แหละครับ คนไทยเรียกว่าว่า “การกินแรง” เพราะสมัยปู่ย่าตาทวดของเรา ท่านแลกเปลี่ยนแรงงานกัน เช่น “ลงแขก” (ทำนา) ปลูกบ้าน เป็นต้น สมัยนี้ก็มีให้เห็นดาษดื่น อย่างทำงานเงินเดือนเท่ากัน บางคนทำมาก บางคนทำน้อย ดีไม่ดี ได้ความดีความชอบเสียอีก – กรณีนี้ กรรมาชีพเอาเปรียบผู้จ้าง คือ รัฐ/รัฐบาล ถือเป็นกรณีทั่วไป เช่นเดียวกับการโกงกันในบ่อน)

          “ผู้เล่น” คือ ผู้ขายแรงงาน – คือ ผู้ซื้อสินค้าและบริการ หรือประชาชนตาเหลืองซีด ที่พวกนักเผด็จอำนาจเขาแย่งชิงกันห่วงใยนักหนานี่แหละครับ

          (โดยซื้อผลผลิตที่เกิดจากแรงงานของตน แต่น่าเศร้า คือ ค่าแรงที่ได้มาไม่พอซื้อผลผลิต หรือสินค้าที่ตัวเองได้ทำไป…ยกตัวอย่างเรื่องจริงในโรงงานผลิตกางเกงยีนแห่งหนึ่ง ที่เป็นข่าวมานานมากแล้ว..ผมขอสมมุติตัวเลขเพื่ออธิบายหลักการก็แล้วกันครับ..คือ คนงานสามารถผลิตกางเกงยีนวันละ ๑๐ ตัวต่อคน (รวมเครื่องจักรด้วย) แต่รายได้หรือค่าแรงของเขาในเวลาหนึ่งวันเช่นกัน กลับพอซื้อกางเกงได้ ๒ ตัว ถ้ากางเกงถูกนำออกจำหน่ายจะต้องบวกค่าขนส่ง ค่าโสหุ้ยอื่นๆเข้าไปอีก เขาจะซื้อกางเกงได้ไม่ถึงครึ่งตัว…เงินค่าแรงที่ขาดไป จนไม่สามารถซื้อกางเกงยีนที่ตัวเองทำขึ้นมานั้น นั่นคือ เงินส่วนเกิน หรือเงินจากการกินแรง ซึ่งมันได้ตกไปเป็นของนายบ่อน เจ้ามือ ซึ่งตามความเป็นจริง หลังจากหักค่าต้นทุน ค่าโสหุ้ยและความสามารถของนายบ่อนและเจ้ามือ(โรงงาน + พ่อค้าคนกลาง) แล้วก็คือเงินค่าแรงที่เป็นจริงของคนงาน)

          เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โปรดอ่านเรื่องสั้นของจำลอง ฝั่งชลจิตร ชื่อ “ผ้าทอลายหางกระรอก” นะครับ..สะท้านใจมาก และเห็นภาพชัด – ( เรื่องนี้เรื่องเดียว จำลอง ฝั่งชลจิตร ก็สำแดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องมีงานเขียนมากและเขียนยาวก็ได้)

          กลับมาที่เรื่องบ่อนกาสิโน… “ผู้เล่น” ที่เก่งบวกเฮง และคิดการใหญ่เท่านั้นจึงจะนำเงินพนันที่ได้ไปเป็นทุน “ตั้งบ่อน” ของตัวเอง ถึงตอนนี้เขาก็จะเป็นผู้เก็บ “ค่าต๋ง” บ้าง เก็บได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดบ่อน การบริหาร/จัดการ และลูกค้าของเขา วิธีนี้จึงจะมีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี

          หรือจะเป็น “เป็นเจ้ามือ” ก็ได้  ถ้ามีฝีมือการบริหารและการตลาด หรือมีกลเม็ดกลโกงก็สามารถรวยได้เช่นกัน

          ในประเทศนี้มีบ่อนการพนันมากมาย หลากหลายขนาด หลากหลายชนิดการพนัน และหลากหลายวิธีเล่น…ที่เรียกว่า การค้า ธุรกิจ การลงทุน ฯลฯ ตั้งแม่ค้ากล้วยปิ้ง จนไปถึงนายทุนใหญ่อย่างเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

          คนอย่างเราๆนี่เป็นผู้เล่นครับ หน้าตักมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเงินมาเล่น

          ใครเสียใครได้ก็ต้องพยามยามเล่นต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ ขูดรีดตัวเองบ้าง ให้คนอื่นขูดรีดบ้าง ขูดรีดคนอื่นบ้าง เป็นหนี้บ้าง ล้มละลายบ้าง ฆ่าตัวตายบ้าง ฆ่าคนอื่นบ้าง เรียกรวมๆว่า “อาชญากรรม” ก็แล้วกัน ก็พออยู่กันไปได้ ยกเว้นคนมีฝีมือ ก็จะอยู่ได้อย่างสบายหน่อย

          แต่ทั้งหมดก็เป็นส่วนค้ำยันให้โครงสร้างของระบบทุนกาสิโนเติบโตต่อไปได้ 

          ดังนั้น การทำให้บ่อนการพนันถูกกฎหมายนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หากจะแก้ที่ต้นเหตุต้องแก้ที่ระบบเศรษฐกิจกาสิโนให้เป็น “ระบบเศรษฐกิจดุลยภาพ” หรือ  ”ระบบทุนนิเวศนิยม” ซึ่งไม่ได้คิดกันแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง หรือความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คิดเรื่องจิตใจด้วย ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้เศรษฐกิจ- การเมือง และจิตวิญญาณของคน และโลกธรรมชาติ-ทรัพยากร มีดุลยภาพ

          ถ้าเราจะเลือกระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม/ตลาดเสรี ก็ต้องให้ทั้งหมดข้างต้นนั้นมี “ทุน” ด้วยเช่นกัน โดยเลียนแบบระบบนิเวศ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ

          ไม่ใช่คนคิดเองเออเอง เพราะความคิดของมนุษย์นั้นแปลกแยกจากธรรมชาติ (ทั้งที่เขาเป็นธรรมชาติ และอยู่ในโลกธรรมชาติ) เมื่อมี “ความแปลกแยก” ก็จะมีวิกฤติในทุกด้าน ทุกระบบระบอบที่มนุษย์คิดขึ้น และมันจะจบลงด้วยการทำลายล้างกัน ทั้งมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับโลกธรรมชาติ

          หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เมื่อ “โลกสมมุติ” (ที่เกิดจากความคิดของมนุษย์) แปลกแยกกับ “โลกธรรมชาติ” (ปรมัตถสภาวธรรม) ภัยพิบัตินานาก็จะตามมาไล่ล่าล้างผลาญ…เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกับ “ความแปลกแยก”

          ทั้งหมดนี้คือ เหตุผลที่ผมไม่เอาระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรี ในสภาพที่เป็นอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็น “ทุนเก่า” หรือ “ทุนใหม่” เพราะมันก็คือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” นั่นเอง

          ระบบนี้ไม่มีวันจะแก้ปัญหาความยากจนของคนส่วนมากในประเทศได้ ซ้ำร้ายกลับยิ่งเปิดโอกาสให้คนมี “ทุน” (เจ้าของบ่อน) สะสม “ทุน” (ค่าต๋ง) มากยิ่งขึ้น ขยายกิจการออกไปมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เป็นการผูกขาด กดทับ กีดกันทุนเล็ก ทุนน้อย

          ประการสำคัญมันทำให้ผู้แพ้ในระบบทุนแบบนี้ลืมตาอ้าปากไม่ได้ ช่องว่าระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างขึ้นเรื่อยๆ พูดอีกแบบก็คือ มันเป็น “อนารยะทุน”

          (ผมพูดถึงระบบ ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคลนะครับ)

          หมายเหตุ

          ขออนุญาตอธิบายเสริมประเด็นของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล หน่อยครับ เพื่อให้เข้าใจบทความนี้มากขึ้น…

           ในย่อหน้าสุดท้าย เรื่อง “วัฏจักรของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” (ที่ผมเรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน”) นั้นจะเกิดวิกฤติเป็นรอบของมันทุก ๑๒ ปีโดยประมาณ  เพราะระบบมันเป็นอย่างนั้นเอง เหมือนกับที่ผมยกตัวอย่างในบ่อนการพนัน คือ ผู้เล่นได้บ้างเสียบ้าง แต่เมื่อเล่นไปนานๆก็จะถูกนายบ่อนเก็บค่าต๋งจนหมด (เงินไปอยู่กับนายทุนทั้งหลาย) นั่นคือภาวะเศรษฐกิจเกิดวิกฤติแล้ว คือผู้เล่นไพ่ (คนทั่วไป) ไม่มีเงินเล่นต่อ (หมดเงินจับจ่ายใช้สอย ผลก็คือ สินค้าต่างๆของนายทุนขายไม่ได้) แม้ผู้เล่นจะพยายามไปหาหาเงินใหม่มาเล่น แต่ผู้เล่น (คนทั่วไป) ก็ล้วนตกกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ “หมดตูด” ด้วยกันแทบทั้งนั้น

          รัฐบาลจึงต้องเข้ามามีบทบาท โดยหาวิธีอัดฉีดเงินให้ไปอยู่ในมือ(ผู้เล่น)ของประชาชนทั่วไป อย่างเช่น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐ เพื่อให้มีการจ้างงาน ให้ธนาคารปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจต่างๆ (เพราะธนาคารก็เป็นบ่อนที่มีส่วนเก็บค่าต๋งไปจนผู้เล่นหมดตูด) ได้มีเงินจับจ่าย – ดำเนินกิจการต่อ…ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกาสิโนจึงจะขยับเขยื้อนไปได้ เหมือนรถยนต์ จากเกียร์ว่างก็ได้เปลี่ยนเป็นเกียร์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็วิ่งฉิวไปได้สักช่วงเวลาหนึ่ง คือ คนทั่วไปได้ประกอบธุรกิจ ได้ขายแรงงานไปอย่างราบรื่น มีการซื้อมา ขายไป พร้อมกับเสียค่าต๋งหรือกำไร หรือส่วนเกินไปเรื่อยๆ พอถึง ๑๐-๑๒ ปี เงินก็จะไปรวมอยู่ที่นายทุนเจ้าของกิจการต่างๆ (นายบ่อน)ดังเดิมอีก…ตอนนี้รถยนต์น้ำมันหมด หรือผู้เล่นหมดเงินหน้าตักอีกครั้ง  ก็เกิดวิกฤติอีก คือเงินหมดไปจากกระเป๋าประชาชนทั่วไป เป็นวัฏจักรที่วิกฤติไม่จบ..ดังได้เห็นกันชัดๆเจ็บปวดกันถึงกระดูกแล้วในปี ๒๕๔๐

          ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งครับ ว่า เราต้องก้าวให้พ้น “ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” หรือ “ระบบเศรษฐกิจกาสิโน” นี้ให้ได้

วิมล ไทรนิ่มนวล