นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล

เมื่อศีลธรรมไม่กลับมา เมื่อพุทธศาสนาถูกบิดเบือน

ศีลธรรมจะต้องกลับมา”

พุทธทาสภิกขุ

“ปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยศีลธรรม”

พลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

“ทุกศาสนามีศีลธรรม”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

 

           พฤติกรรมของผู้คนในสังคมที่เป็นปัญหาและสร้างปัญหา ทั้งปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เช่น การค้าและการเสพสารเสพติด ปัญหาทางจริยธรรม เช่น เอาแต่สิทธิแต่ไม่ทำหน้าที่ ปัญหาความยุติธรรม ตั้งแต่ระดับบุคคลต่อบุคคลจนไปถึงระบบหรือกระบวนการยุติธรรม และอีกสารพัดปัญหาที่ปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ จนถ้าใครสนใจสักหน่อยก็จะรู้สึกได้ว่าสังคมไทยในวันนี้ “อยู่ยาก” และ “ไม่น่าอยู่” เพราะไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง ทั้งหมดเกิดจากภัยมนุษย์ด้วยกันเอง

           ผมไม่ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยรู้สึกอย่างไร ที่ “ผลิตผล” ของตน คือผู้คนในประเทศนี้เป็นอย่างที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้น

           ทุกคนในประเทศนี้ล้วนผ่าน “การผลิต” โดยระบบอุตสาหกรรมของกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้าง โดยเฉพาะคนในปัจจุบันนี้ล้วนต้องผ่านการผลิตของกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างน้อยก็ 6 ปี และที่น่าสังเกตก็คือผู้ที่ผ่านการผลิตมานานมากเท่าใด ก็ยิ่งสร้างปัญหาที่ส่งผลสะเทือนแก่สังคมได้กว้างขวางกว่ายาวนานกว่าคนที่ผ่านการถูกผลิตมาน้อย  ดูตัวอย่างเรื่องคอรัปชั่นของพวกข้าราชการและพวกนักการเมืองก็ได้ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน

 

           ปัญหาดังกล่าวข้างตน (แค่ตัวอย่าง) ไม่ใช่เพียงแต่สะท้อนและประจานประสิทธิภาพของกระทรวงศึกษาธิการไทยเท่านั้น แต่มันได้ชี้ให้เห็นมาตลอดเวลาอันยาวนาน พอๆกับที่กระทรวงศึกษาธิการรวบ “อำนาจการผลิตคน” มาเป็นของตนเพียงฝ่ายเดียวและ “โลกทัศน์เดียว” ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

           ที่จริงจะเรียกว่าโลกทัศน์ก็คงไม่ได้ “สิ่ง”ที่กระทรวงศึกษาธิการใช้ผลิตคนอยู่นั้นเป็นได้แค่ “ความคิดเดี่ยว” เป็นความคิดโดดๆ ที่ไม่สัมพันธ์กับความคิดอื่นๆที่มีหลากหลายอยู่ในโลกหรือในประเทศไทยเลย                  แต่ที่ดูและรู้สึกว่ามัน “กว้าง” ก็เพราะ (1) มันเป็นระบบที่ขยายออก อย่างน้อยก็ขยายออกครอบคลุมพื้นที่ (ผู้คน) ทั่วประเทศไทย นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา” หรือหลักสูตรและสาระวิชาต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง (2) ระบบดังกล่าวนี้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้ จึงเรียกว่า “กระแสหลัก” ส่วนประเทศไทยนั้นรับมาอีกที ซึ่งก็หมายความว่า ระบบนี้มันขยายออกมาจากประเทศทางตะวันตก แล้วเราก็คว้าเอามาเป็นแกนหลักในการ “ผลิตคน” ในประเทศไทย

           “ความคิดเดี่ยว” นี่คืออะไร?

           (ขออภัยที่ต้องพูดให้เบื่ออีกครั้ง) คือ ความคิดที่เอา “เงิน” เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอา “ชีวิต” เป็นตัวตั้ง หรือความคิดที่เอา “ราคา” เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอา “คุณค่า” เป็นตัวตั้ง ดังที่บรรพบุรุษของเราส่วนมากเคยประพฤติกัน ถ้าเรียกเป็นระบบก็คือ “ระบบทุนนิยม” หรือที่เรียกกันในยุคนี้ว่า “ตลาดเสรี” นั่นเอง

           เมื่อเราเอาเงินหรือราคาเป็นตัวตั้ง การศึกษาของเราก็ต้องผลิตคนให้เก่งออกไปแก่งแย่งแข่งขันกันหาเงิน หาด้วยวิธีสุจริตไม่ได้ก็หาแบบทุจริต หลายเรื่องอาจถูกฎหมายหรือรอดพ้นกฎหมายไปได้ แต่ทว่าไม่ถูกจริยธรรม หรือถูกศีลธรรม ผลของการเอาเงินหรือราคาเป็นตัวตั้งก็เห็นได้ตามสื่อมวลชนหรือที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้นนั่นแหละครับ

           ผมไม่ทราบจริงๆว่า ทุกวันนี้กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยคิดอะไร และจะทำอย่างไรต่อไป กับการผลิตคนที่ล้มเหลวและยังส่งผลเลวร้ายให้สังคมอย่างทุกวันนี้

           หรือยังคงบ่นบ้าว่า – ผู้คนสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีศีลธรรม ไม่มี…อีกสารพัด ที่ไม่ดี เป็นโทษ เป็นสิ่งชั่วร้ายเลวทราม เช่น ลูกไม่กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ ลูกศิษย์ไม่เคารพไม่เชื่อฟังครูอาจารย์ ลูกน้องไม่มีความรับผิดชอบ ขี้เกียจ เจ้านายไม่ทำงาน โง่และโกงทั้งเงินทั้งเวลา แถมยังบ้าอำนาจ ปากก็พร่ำประชาธิปไตย แต่ห้ามใครขัดคำสั่ง แม้กระทั่งขัดใจ ไม่ฟังความคิดเห็นของใครทั้งนั้น ฯลฯ

           ผมก็อยากถามกลับว่า “แล้วพวกนักการศึกษาผลิตคนกันมาแบบไหนอย่างไรเล่า?”

           ถ้าถามว่าแล้วกระทรวงศึกษาธิการจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ผมเดาได้เลยว่า “ต้องเรียกร้อง และรณรงค์เรื่องจริยธรรม คุณธรรม” อย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆเวลาที่มีปัญหาวิกฤติด้านศีลธรรม

           แต่ในมุมมองของปราชญ์ชาวพุทธ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนตัวจริงก็จะบอกเหมือนกันว่า “ศีลธรรมต้องกลับมา” และ “ปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยศีลธรรม”  เพราะปัญหาของมนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน อย่างไร ล้วนเกิดมาจากการที่คนไม่มีศีลธรรมทั้งนั้น

           และไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหากับศาสนิกชนอื่น เพราะ “ทุกศาสนาล้วนมีศีลธรรมทั้งนั้น” (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)

           เรื่องจะปลูกฝั่งศีลธรรมลงในใจคนนั้น นักการศึกษาอย่าออกมาเรียกร้อง รณรงค์ และก่นด่า ประณามอย่างที่เราถนัดอย่างเดียว เพราะมันง่ายดี ไม่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งได้ออกสื่อก็ยิ่งเท่ แต่ต้อง “ปลูกฝัง” กันอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ และต้องเริ่มตั้งแต่คลอดจากท้องแม่  ถ้าในโรงเรียนก็ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลหรือก่อนอนุบาล เรื่อยไปจนจบชั้นมัธยม หากไปอบรมสั่งสอนกันตอนโตก็กลายเป็นไม้แก่ดัดยาก (แต่ก็ยังต้องย้ำกันร่ำไป) และอาจจะต้องแปลงไปอยู่ในรูปของจริยธรรมและจรรยาบรรณ เพราะคนยุคนี้เขารังเกียจศีลธรรมกัน?

           คำว่า “ปลูกฝัง” หรือ “อบรมสั่งสอน” ของผมนั้น หมายความตามตัวอักษรด้วย และรวมถึง “การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นให้ทำตาม” ด้วย (สำนวนของท่านพุทธทาส)

           ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนดีมีศีลธรรมนัก คือ ปฏิบัติศีลได้ไม่ครบทุกข้อ – ทุกเวลา (แต่ก็พยายามอยู่ทุกวัน) ก็เห็นด้วยกับท่านเหล่านั้น แต่ปัญหาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ว่าจะเห็นด้วยไหม เพราะในปี 2538 กระทรวงนี้ก็เคยถอดพุทธศาสนาออกจากหลักสูตรไปเลย เดือดร้อนถึงพระสงฆ์และชาวพุทธต้องพยายามผลักดันให้เอากลับมาอย่างเดิม

           เหตุที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยถอดพระพุทธศาสนาออกจากหลักสูตรนั้น มีคนใหญ่คนโตในวงการศึกษาอธิบายว่า เพราะถ้าเอาไว้จะทำให้เกิดความแตกแยกกับศาสนาอื่น ในที่นี้ก็คือชาวมุสลิม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินมาก ความแตกแยกไม่ได้มาจากศาสนาเป็นหลัก แต่มาจากความไม่เป็นธรรมในการปกครอง ชาวมุสลิมนั้นมีวัฒนธรรมทางศาสนาเหนียวแน่น ประกอบกับการที่คิดว่าพวกตนเป็นชนส่วนน้อยในประเทศไทย จึงต้องเอาศาสนามาเป็นหลักหรือหัวใจในการต่อสู้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีพุทธศาสนาในหลักสูตรหรือไม่ (1) ความขัดแย้งก็ไม่ได้ยุติลง (2) ศาสนิกใดก็ยังคงปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของตนเช่นเดิม

           ความคิดที่จะลบล้างพระพุทธศาสนาไม่ให้มีบทบาทนำในสังคม ไม่ให้มีความสำคัญ ไม่ให้เป็นสถาบันใดๆนั้นมาสัมฤทธิผลในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ด้วยข้ออ้างว่า ศาสนาเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ใครใคร่จะปฏิบัติหรือไม่ก็เชิญ

           แต่มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เป็นวัฒนธรรม หรือไม่มีมิติทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องการเมือง – เศรษฐกิจ – การศึกษา และอีกหลายเรื่องที่แยกย่อยออกไปได้อีกมาก?

           อีกหน่อยเราจะต้องถอดอะไรต่อมิอะไรที่เห็นว่า “เป็นวัฒนธรรม” ออกจากรัฐธรรมนูญและหลักสูตรการศึกษาไทยจนหมด

           “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ” รวมทั้งการศึกษา และเศรษฐกิจการเมืองก็เป็นวัฒนธรรม หรือมีมิติทางวัฒนธรรมเช่นกัน พวกชนชั้นนำที่มีอำนาจ “ถอด” ก็คงถอดออกหมด รวมทั้งรัฐธรรมนูญและการศึกษาด้วย  ยกเว้นก็แต่ว่าสิ่งนั้นๆเป็นประโยชน์แก่ตนและพวกตน

           สุดท้ายเราก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญและการศึกษาอีกต่อไป เพราะถูกถอดออกจนหมด (ด้วยข้อหาเป็นวัฒนธรรม) ใครใคร่ทำอะไรก็เชิญทำตามใจอยาก

           สังคมไทย – ประเทศไทยก็จะกลายเป็นอนาธิปไตย เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นกรอบ

           เช่นเดียวกับการออกกฎหมายยอมรับในสิ่งที่เราควบคุมดูแลไม่ได้ (เขียนในฉบับที่แล้ว) เช่น การทำแท้ง การทำบ่อน การรับสินบน (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย – ศีลธรรม) หรือกระทั่งยอมรับการค้า – การเสพยาเสพติดให้ถูกกฎหมาย อย่างที่ประธานาธิบดีประเทศกัวเตมาลากำลังพยายามผลักดันสภาของตนอย่างยิ่งยวดในขณะนี้

           การออกกฎหมายยอมรับสิ่งที่นำมาซึ่งความชั่วร้ายแก่สังคมและปัจเจกบุคคลนั้น คือการยอมแพ้ต่อการสร้างอายธรรมมนุษย์ และถ้ามนุษย์ไม่มีอารยธรรม โลกนี้ก็จะเกิดกลียุค

           ประเทศใดยิ่งมีกฎหมายมาก ก็ยิ่งแสดงถึงความเสื่อมทรามของผู้คนในประเทศนั้น

           แม้ตอนนี้พระพุทธศาสนาจะกลับมาอยู่ในหลักสูตรอย่างเดิมก็ยังเป็นปัญหาต่อไปอีก คือ (1) คนสอนไม่สนใจ – ไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนา ( 2) เนื่องมาจากข้อแรก คือ ดูถูกดูแคลนพระพุทธศาสนา ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรในพระพุทธศาสนา หรือไม่รู้เรื่องอะไรในพระพุทธศาสนาก็เลยดูถูกดูแคลน แม้กระทั่งมีคำว่า “วัด” ปนอยู่กับชื่อโรงเรียนก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้ ทำราวกับว่าชื่อวัดจะทำให้เด็กโง่กันไปทั้งโรงเรียน ทั้งที่โรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อวัดอยู่ด้วยก็ไม่ได้เห็นว่าจะทำให้เด็กมี “ปัญญา” สักแค่ไหน เห็นมีแต่ “ปัญหา” เสียส่วนมาก  (3) คนสอนไม่มีวิธีการสอนที่น่าสนใจจดจำ ส่วนมากก็สอนตามตำรา ให้นักเรียนท่องเอาไปสอบ ผลก็คือนักเรียนที่สอบได้คะแนนดีอาจจะไม่ได้เป็น “เด็กดี” ก็ได้  เพราะสอนและเรียนกันแบบนกแก้วนกขุนทอง

           ศีลธรรมหรือพระพุทธศาสนาไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่ระบบคิด ไม่ใช่วาทกรรม ไม่ใช่แม้แต่เป็นปรัชญา (การคิดคำนึงคำนวณ) คือ “กฎธรรมชาติ” หรือ “ปรมัตถสภาวธรรม” ที่แปรมาเป็นองค์ธรรมต่างๆ เพื่อให้เราได้เรียน ได้ปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น ทั้งในส่วนตัวคือความสุขแท้ ในด้านสังคมก็คือมีสันติสุขร่วมกัน

           ดังนั้น จึงขอความเมตตากรุณาจากท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ด้วยครับ คือ (1) ช่วยสอนศีลธรรมให้เต็มรูปแบบ เป็นเรื่องเป็นราว (2)หากมีการสอบตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน กรุณาเห็นแก่เด็กทั้งประเทศและครูดีๆด้วย ช่วยเลือกคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษาจริงๆ มีศีลธรรมจริงๆ มีความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ มีมนุษยสัมพันธ์จริงๆด้วยครับ อย่าดูแค่ผลการสอบจากข้อเขียน เพราะมันจะเหมือนเด็กที่สอบวิชาศีลธรรมที่ได้คะแนนเยอะ แต่ความประพฤติแย่

           ประการสำคัญ อย่าเปลี่ยนหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เข้ากับจริต หรือ ผลประโยชน์ของตน ดังที่บางสำนักขมีขมันทำกันอยู่ เช่น สอนว่า “นิพพาน” เป็น “อัตตา”!

           ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้มากมายหลายแห่งว่า “นิพพาน” เป็น “นิจจัง สุขขัง อนัตตา”

           ย้ำครับว่า “นิพพาน” เป็น “อนัตตา” ถ้าบิดเบือนเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะล้มละลาย.

           นั่นยิ่งเลวร้ายกว่าถอดพระพุทธศาสนาออกจากรัฐธรรมนูญ และถอดออกจากหลักสูตรการศึกษาไทยเสียอีก เพราะมันคือการถอดพระพุททศาสนาออกไปจากหัวใจชาวพุทธ

วิมล ไทรนิ่มนวล